รายละเอียดของคำถาม ไปหน้ารายการคำถาม    แก้ไขคำถาม   พิมพ์หน้านี้  ส่งหน้านี้ให้เพื่อน  
คำถาม :  แฉน้ำมันปาล์มตุนสิงคโปร์
รายละเอียด :  

   
รู้แผนฟันกำไร ธาริตงงโควตายัดให้แค่ 10 รง.

"ธาริต" งง ทำไม อคส. ไม่สั่งน้ำมันปาล์มเข้ามาผลิตเองทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และรง.มีกว่า 30 แห่ง ทำไมให้โควตาแค่ 10 โรงงาน ส่งดีเอสไอประสานพาณิชย์สุราษฎร์ฯเข้าตรวจ 3 โรงงานของคนใกล้ชิดรองนายกฯ และอีก 2 แห่งที่ชลบุรี กับปทุมธานี แต่ไม่พบความผิดปกติอะไร ขณะที่ ส.ว.จี้ รัฐบาลให้จัดการหัวคะแนนนักการเมืองทางใต้ที่กักตุนน้ำมันปาล์ม “สุเทพ” จะสั่งนำเข้าใหม่ครั้งละ 2-3 หมื่นตัน ให้ตรึงราคาไว้ที่ลิตรละ 47 บาท “พรทิวา” ชี้ ราคาน้ำมันปาล์มนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ถ้าตรึงราคาที่ 47 บาท รัฐต้องชดเชยลิตรละ 8.39 บาท “เหลิม” จะเอาเรื่องข้าวยากหมากแพงไปอภิปราย

จากกรณีน้ำมันปาล์มขาดแคลนจนรัฐบาลต้องสั่งนำเข้าน้ำมันปาล์ม 3 หมื่นตัน มาให้โรงงาน 4 แห่ง ผลิตออกจำหน่ายในราคาขวดละ 47 บาท แต่ยังไม่มีการนำน้ำมันปาล์มออกมาวางจำหน่ายอย่างเพียงพอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่สงสัยว่าจะกักตุนน้ำมันปาล์ม ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้นำเข้าน้ำมันปาล์มอีก 1.2 แสนตัน แต่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ยับยั้งไว้รอการตรวจสอบตลาดก่อน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ออกมาระบุว่า มีนักการเมืองชื่อ “ส.” กับ “พ.” เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดในเวลานี้ ตามที่เสนอข่าวไปให้ทราบนั้น

ดีเอสไอตรวจรง.ในชลบุรี

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.สุริยา สิงหกมล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พนักงานสอบสวนดีเอสไอพร้อมด้วยเจ้าพนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี เดินทางเข้าตรวจสอบเอกสารการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มของบริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด เลขที่ 97 หมู่ 4 ต.ห้างสูง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ผู้ผลิตน้ำมัน ยี่ห้อทับทิม ไชโย และโบนัส โดยมีนายศุภชัย จินตนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท สุขสมบูรณ์ เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศมาเลเซีย เพื่อผลิตเป็นน้ำมันปาล์มจุกฟ้า ราคาควบคุมลิตรละ 47 บาท พร้อมนำเอกสารการเปิด L/C และสัญญาที่บริษัททำกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) มอบให้ดีเอสไอตรวจสอบ

ทั้งนี้ ดีเอสไอเน้นสอบถามประเด็นที่บริษัท สุขสมบูรณ์ ซึ่งได้รับโควตาผลิตน้ำมันปาล์ม 1,200 ตัน และยังขอปันส่วนน้ำมันปาล์มจากบริษัทอื่นอีกแห่งละ 100-200 ตัน จากบริษัทมรกต อินดัสตรีส์ บริษัทล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน, บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด, บริษัท ชุมพรปาล์ม และบริษัท เหล่าธงสิงห์ รวมโควตาทั้งสิ้น 1,800 ตัน รวมถึงประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดนโยบายด้านการบริหารจัดการให้ผู้ผลิตสำรองวัตถุดิบเพื่อผลิตน้ำมันปาล์มในราคาควบคุมแล้วให้กันคืนน้ำมันปาล์มจากโควตา 30,000 ตัน

ไม่พบความผิดปกติ

พ.ต.อ.ณรัชต์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเอกสารการนำเข้าและการผลิตน้ำมันของบริษัทสุขสมบูรณ์ไม่พบความผิดปกติ และไม่พบว่ามีน้ำมันหลงเหลืออยู่ในถังเก็บของโรงงาน หลังจากนี้ดีเอสไอจะต้องตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดและนำไปวิเคราะห์หลักฐานทางการบัญชีและภาษีอากร อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการสำรองวัตถุดิบล่วงหน้าและการกันคืนจากโควตานำเข้า 30,000 ตัน ยังเป็นประเด็นที่ดีเอสไอยังติดใจสงสัยเรื่องการหักคืนว่าทำได้หรือไม่ ซึ่งยังต้องรอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากกระทรวงพาณิชย์

อ้างภัยธรรมชาติต้นเหตุ

ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกชุดได้เข้าตรวจสอบการผลิตน้ำมันปาล์มของบริษัทน้ำมันพืชปทุม จำกัด จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันยี่ห้อเกสร และดอกไม้ ได้รับการจัดสรรโควตาให้ผลิตน้ำมันปาล์มลอตที่สั่งซื้อจากประเทศมาเลเซียมากที่สุด คือ 6,000 ตัน โดยมีนายต้นพงศ์ ตริยานนท์ ผู้จัดการบริษัท ให้ข้อมูลและนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบการผลิต พร้อมยืนยันว่าโรงงานแห่งนี้ไม่ได้กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ได้รับโควตาผลิตน้ำมัน 6,000 ตัน แต่ได้ปันส่วนโควตาไปให้บริษัทสุขสมบูรณ์ จำกัด 100 ตัน โดยโควตาที่ได้รับสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ 4 ล้านลิตร ที่ผ่านมาได้ผลิตน้ำมันเต็มกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 200,000 ลิตร ได้กระจายน้ำมันออกสู่ตลาดไปแล้ว 60-70 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสาเหตุของการขาดแคลนน้ำมันปาล์มเกิดจากภัยธรรมชาติภายในประเทศไม่ใช่การกักตุนสินค้า

บุกรง.คนใกล้ชิดรองนายกฯ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ดีเอสไอได้ประสานงานกับพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขอเข้าตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม ในพื้นที่สุราษฎร์ธานี 3 บริษัท คือ บริษัท ปาร์โก้เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ทักษิณปาล์ม (2521) จำกัด และบริษัท นิว ไบโอ-ดีเซล จำกัด ซึ่งที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าบริษัทดังกล่าวเกี่ยวพันกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ดีเอสไอไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส ดีเอสไอยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างทำไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏแม้รัฐบาลจะเป็นคนสั่งการให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่หากพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ไม่ได้ละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ดีเอสไอจะส่งพนักงานสอบสวนไปร่วมสังเกตการณ์ประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ว่าทำไมต้องเป็น 10 บริษัท ที่ได้โควตาการผลิต การนำเข้าปาล์มจำนวน 30,000 ตัน เพราะมีอีกหลายบริษัทที่ประกอบกิจการผลิตปาล์มเช่นกัน

“ธาริต”งงทำไมต้องให้10รง.

นายธาริต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการตรวจสอบของดีเอสไอจะเน้นเรื่องข้อกฎหมายเป็นหลักว่าให้กระทำได้หรือไม่ ดังนั้นมุมมองอาจจะต่างจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่น ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติ และทำกันมานาน เช่น การแบ่งโควตา โดยความเป็นจริงน่าจะผิดกฎหมายหรือการกีดกันทางการค้าชัดเจน เพราะประเทศไทยมีบริษัทที่ประกอบกิจการผลิตน้ำมันปาล์มกว่า 30 แห่ง ดังนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่าทำไมต้องเป็น 10 บริษัท และทำไมองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่สามารถจัดซื้อปาล์มได้ด้วยตนเอง ต้องนำโควตากว่า 30,000 ตัน ไปให้บริษัทเอกชน 10 แห่ง ร่วมลงทุนนำเงินเพื่อซื้อปาล์มจากต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่ อคส. เป็นหน่วยงานของรัฐ

ให้นำเข้าเสรี-ห้ามส่งออก

ที่ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า พณ.จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน พิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำมันปาล์ม 2 แนวทาง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนและมีราคาแพง โดยแนวทางแรก ให้นำเข้าได้เสรี และห้ามส่งออกชั่วคราว 3 เดือน เพื่อปรับปริมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขาดแคลนในประเทศ และแนวทางที่ 2 ให้ปรับการนำเข้า 1.2 แสนตัน จากน้ำมันปาล์มดิบแยกไข เป็นน้ำมันปาล์มสำเร็จรูป โดยให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการนำเข้าระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ในการพิจารณาดูแล

พณ.ยันขายขวดละ 47 บาท

สำหรับการกำหนดราคาขายปลีก ยืนยันจะให้จำหน่ายราคาขวดละ 47 บาทต่อไป แต่หากต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นกว่าเดิม เสนอให้รัฐหางบประมาณมาชดเชยส่วนต่างเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค หรือหากรัฐเลือกไม่ต้องชดเชย แต่จะต้องอนุมัติให้มีการจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาต้นทุน ที่บวกต้นทุนการนำเข้า ค่าใช้จ่ายนำเข้า และค่าใช้จ่ายขายลงไป ส่วนราคาจะเป็นเท่าไรให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณากำหนดมา

“เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์คือพยายามดูแลให้ราคาขายไม่เกิน 47 บาท โดยอยู่บนพื้นฐานโจทย์ที่รัฐบาลให้ว่าต้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้ส่งผล กระทบต่อประชาชน เพราะน้ำมันปาล์มก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องดูแล โดย 2 ทางเลือกที่เสนอไป เป็นข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ ถ้าไม่เอาก็ต้องมีข้อเสนอที่ดีกว่า ขอให้บอกมาว่าจะให้ทำอย่างไร” นางพรทิวากล่าว

“พรทิวา” ยันแก้ไขเต็มที่

นางพรทิวา กล่าวต่อว่า กระทรวงไม่ได้พิจารณานำเข้าปาล์ม 1.2 แสนตันล่าช้า แต่ต้องรอความชัดเจนจากภาคอุตสาหกรรมว่าต้องการใช้น้ำมันปาล์มแบบไหน อีกทั้งต้องดูเรื่องราคานำเข้า เพราะหลังจากที่มีข่าวว่าไทยจะนำเข้า ราคาก็พุ่งขึ้นต่อเนื่อง และเห็นว่า หากนำเข้าในราคาที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อราคาภายในประเทศ ไม่สามารถขายที่ 47 บาทได้ ก็ต้องรอให้ราคานิ่งก่อน

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้พยายามแก้ปัญหาเต็มที่ โดยเมื่อเห็นขาดแคลนก็เสนอให้นำเข้ารอบแรก 3 หมื่นตัน ตั้งแต่เดือน ม.ค. และขณะนี้อยู่ระหว่างการผลิตและกระจายออกสู่ตลาด แต่เมื่อเห็นปัญหายังไม่คลี่คลายจึงได้เสนอให้นำเข้าเพิ่มอีก 1 แสนตัน จนวันที่ 6 ก.พ. ให้นำเข้า 1.2 แสนตัน เป็นน้ำมันปาล์มดิบแยกไข และอยู่ระหว่างต่อรองราคา และที่ผ่านมาได้เตรียมขอแก้มติเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ให้เปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ตามความต้องการของอุตสาหกรรม แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ

รัฐบาลต้องชดเชย8.39บาท

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การทำข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ เนื่องจากนางพรทิวาไม่ได้เป็นกรรมการในบอร์ดปาล์มน้ำมัน จึงไม่สามารถที่จะเข้าไปโต้แย้งหรือโต้เถียงได้ โดยแนวทางในการชดเชยราคาการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน ที่ขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดต่างประเทศอยู่ที่กก.ละ 42 บาท โดยหากต้องการให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ 47 บาท จะต้องชดเชยกก.ละ 8.39 บาท หรือใช้เงิน 1,006 ล้านบาท แต่หากรัฐบาลให้ชดเชยวงเงินน้อยลง อาจต้องปรับราคาขึ้นบ้างตามสัดส่วน หรือมากสุดกรณีไม่ต้องชดเชยเลย แต่ราคาขายจะขึ้นไปถึงขวดละ 56 บาท

“เทพ”ให้ตรึงราคา47บาท

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ จะเสนอของบประมาณ 1,000 ล้านบาทเพื่อไปแทรกแซงราคาน้ำมันปาล์มที่ขณะนี้ตรึงไว้ที่ขวดละ 47 บาท ว่า สามารถเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ได้ แต่คงต้องฟังความเห็นจากทุกฝ่ายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติวันที่ 22 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวเห็นว่าควรจะยืนราคาขวดละ 47 บาทเอาไว้ เพราะประชาชนเพิ่งรับภาระจากการปรับราคาจาก 38 บาทมาเป็น 47 บาท หากไปขึ้นราคาอีกก็จะเป็นการซ้ำเติมประชาชนได้ ดังนั้นควรคิดหาวิธีการอื่นดีกว่า

เปลี่ยนนำเข้าทีละ2-3หมื่นตัน

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวตนเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนตัวเลขการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 1.2 แสนตัน ที่คณะกรรมการฯได้อนุมัติไปเกือบเดือนแล้ว แต่จนถึงวันนี้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้นำเข้า และปลายเดือนนี้ผลผลิตของเราก็เริ่มออกสู่ตลาด หากไปยืนยันตัวเลขเดิมก็อาจจะกระทบกับภายในประเทศได้ ดังนั้นอาจต้องมาทบทวนกันใหม่ โดยอาจให้นำเข้ามาทีละ 2-3 หมื่นตันแทน

เมื่อถามว่าหากผลผลิตในประเทศออกมา ในเดือนมี.ค.นี้จะสามารถผลิตทำเป็นน้ำมันปาล์มได้ทันความต้องการของประชาชนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เชื่อว่าทัน ส่วนแนวคิดการนำเข้าในรูปแบบบรรจุขวดสำเร็จรูปนั้น ตนยังไม่ได้คิด ขณะนี้คิดอย่างเดียวว่ากระบวนการในการทำงานต้องชัดเจน และไม่เป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชน ขณะเดียวกันต้องดูแลให้เกษตรกรขายปาล์มได้ราคาดีด้วย

สวน“พ.”อาจเป็น“พร้อมพงศ์”

ส่วนกรณีที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาแฉมีนักการเมืองอักษรย่อ ส. , พ. และ อ.เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า น่าเบื่อ พวกที่ออกมาพูดอักษรย่อ ซึ่งไม่จริงสักคน ถ้าจริงให้บอกชื่อมาเลย จะได้จัดการได้ ตนจะไปรู้ได้อย่างไร อักษรย่อ พ. อาจจะเป็นพร้อมพงศ์หรือเปล่า ถ้าเป็น จ.ก็อาจจะเป็นจตุพรหรือเปล่า ส่วนที่ฝ่ายค้านอาจจะหยิบยกเรื่องนี้ไปเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ถือว่าดีมาก จะได้ชี้แจงกัน ตนสบายอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีเรือบรรทุกน้ำมัน 5 ลำลอยอยู่น่านน้ำอ่าวไทยตั้งแต่เดือน ม.ค. ก่อนที่ ครม.จะอนุมัติให้นำเข้า นายสุเทพ กล่าวว่า ขอให้ยืนยันมาว่ามีเรืออะไร ลอยลำอยู่ที่ไหน ที่แน่นอนคือถ้าลอยลำอยู่จริงก็เตรียมขาดทุนได้ เพราะตนกำลังจะยกเลิกไม่ให้นำเข้า ดังนั้นช่วยแจ้งเจ้าของเรือเหล่านั้นด้วยแล้วกัน

ส.ว.ชี้หัวคะแนนกักตุน

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธุ์ ส.ว.ขอนแก่น ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร รัฐต้องทำลายอำนาจผูกขาดของพ่อค้าคนกลางที่ผูกพันกับนักการเมือง และต้องประกันพืชผลกรณีฝนแล้ง น้ำท่วม ส่งเสริมผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น นายกฯต้องเอาจริง ใครทำผิดต้องลงโทษ อย่าทำแบบลูบหน้าปะจมูก ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องซักฟอก

นายประเสริฐ กล่าวว่า เมื่อ 8 เดือนก่อนมีพ่อค้าที่ใกล้ชิดและเป็นหัวคะแนนของนักการเมืองใหญ่ทางใต้ส่งออกน้ำมันปาล์มในราคาที่ถูกไปเก็บในไซโลที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก เพราะรู้ว่าภาวะฝนแล้งต่อเนื่องจะทำให้น้ำมันปาล์มขาดแคลน เมื่อกระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้น้ำมันปาล์มขึ้นราคา ทันทีที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนที่น้ำมันปาล์มจะพอใช้กลับมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไรในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้สมประโยชน์ของพ่อค้าหัวใสคนดังกล่าว แม้โรงงานกลั่น 10 โรงงาน ได้รับส่วนแบ่ง 3 หมื่นตันที่นำเข้ามากลั่นก็ยังอ้างว่าไม่คุ้มกับการผลิต ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ จะพิจารณานำเข้าอีก 120,000 ตัน ซึ่งกลั่นได้ 70 ล้านลิตร ต้องถามว่าสั่งซื้อจากใคร เกี่ยวข้องกับพ่อค้าหัวใสคนนั้นหรือไม่ ซึ่งอยากให้รัฐบาลคำนึงว่าในช่วงปลายเดือน มี.ค.-พ.ค. ผลปาล์มของชาวไร่จะออกสู่ตลาดพอดี จะทำให้เกษตรกรที่ปลูกปาล์มเดือดร้อนเพราะขายไม่ได้ราคา

สินค้า204อย่างจ่อขึ้นราคา

นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง กล่าวว่า รัฐบาลประมาทไม่หาทางป้องกันปัญหาแต่เนิ่น ๆ ทั้งที่มีสัญญาณเตือนภัยมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ที่เกิดภัยธรรมชาติน้ำท่วม ภาวะเงินเฟ้อ น้ำมันขึ้นราคา การปรับขึ้นค่าแรง รวมถึงสัญญาณวิกฤติภัยธรรมชาติทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลควรหาทางรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ ขณะนี้มีสัญญาณค่อนข้างชัดว่ามีนักธุรกิจบางคน กักตุนสินค้า โดยมีนักการเมืองบางคนร่วมกันหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคอีกร่วม 204 รายการจ่อขยับราคา ตนให้ผู้ปฏิบัติงานส.ว.ไปสำรวจตลาดในพัทลุง พบว่าสินค้าทุกตัวปรับราคาขึ้น กลายเป็นยุคข้าวยากหมากแพงซึ่งจะเป็นจุดบ่อนทำลาย หากแก้ไม่ดีจะเป็นความล่มสลายของรัฐบาล ขณะที่สินค้าสำคัญอีกตัวที่ส่อวิกฤติคือน้ำตาล ซึ่งมีสัญญาณจากภัยธรรมชาติที่รัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยใหญ่สุดพื้นที่เกษตรถูกทำลายเกือบหมด ขณะที่อินโดนีเซียและรัสเซีย ที่เป็นผู้ส่งออกน้ำตาลก็ไม่ยอมเพิ่มโควตา จึงอยากถามว่ารัฐบาลจะมีแนวทางจัดการกับคนที่กักตุนสินค้า และนักการเมืองที่เอาเปรียบประชาชนที่กำลังเดือดร้อนแสนสาหัสอย่างไร

“เหลิม”จะเอาไปอภิปราย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องน้ำมันปาล์ม ว่า สำหรับเรื่องน้ำมันปาล์ม ตนจะนำไปอภิปรายในการอภิปรายผลงานของรัฐบาล โดยจะอธิบายให้เห็นภาพว่าน้ำมันปาล์มในประเทศที่มีอยู่ 3 จังหวัด คือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ ที่ผลิตน้ำมันปาล์มได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลิตได้มากบอกว่าผลิตได้น้อย หรือผลิตได้มาก ก็บอกว่าได้มาก แต่ทยอยขายแต่ละน้อย ๆ อะไรก็มีปัญหาหมด รวมทั้งการนำไปผลิตน้ำมันไบโอดีเซลมากไปโดยไม่คำนึงถึงการอุปโภค จึงทำให้ประชาชนไทยต้องเข้าคิวซื้อสินค้าที่ไม่เคยมีมากว่า 25 ปีแล้ว ส่วนเรื่องนี้ใครได้ประโยชน์คงตอบยาก เพราะมันไม่มีใบเสร็จ แต่แน่นอนอยู่แล้วว่ามีคนได้ประโยชน์ ดังนั้นตนจะพูดถึงเรื่องการบริหารงานผิดพลาดจนทำให้เกิดราคาข้าวของแพงเช่นนี้.
ผู้ถาม : คนว่างงาน
61.19.67.18-
  คนว่างงาน 's Web Site
ส่งคำถามเมื่อ :  วัน อังคาร ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554   เวลา 14 นาฬิกา 54 นาที

 คำตอบที่  1 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
กินกันหรอยนิ อิๆๆๆ
ผู้ตอบ : รู็ทัน
118.173.131.78-
 Mail to รู็ทัน
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 24 กุมภาพันธ์ 2554   เวลา 20 นาฬิกา 1 นาที


โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1.โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
รายละเอียดคำตอบ   
* รายละเอียด :  
การสร้าง Link และเน้นข้อความ
คลิกเพื่อเลือก สีเน้น

คลิกเพื่อเลือก Smilly
       

       

       

         
* ผู้ตอบ :     
E-Mail :  
WebSite :  
 
Captcha :   
*
ถ้าคุณเป็นสมาชิก คุณจะไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวครับ
เลือก Icon แทนบุคลิกของคุณ