รายละเอียดของคำถาม ไปหน้ารายการคำถาม    แก้ไขคำถาม   พิมพ์หน้านี้  ส่งหน้านี้ให้เพื่อน  
คำถาม :  เขาคืออาชญากรแผ่นดิน? หลักฐานมัด "ทักษิณ"แดงตัวพ่อ!
รายละเอียด :  

   
ถึง ก็อปมาแต่ก็เป็นข้อเท็จจริงนะ นายยึดกติกา

ข้อมูลหลักฐานฟ้อง "ทักษิณ"แดงตัวพ่อ เส้นทาง 'ทุน-อาวุธ-คน' เชื่อมโยงเป็นระบบ กองกำลังก่อการร้ายปฏิบัติตามบัญชา "นาย" จับตาปฏิบัติการแดงผันตัวเองสู้ใต้ดิน! ขณะที่สังคมไทยไม่สิ้นหวังนำอาชญากรแผ่นดินมาลงโทษ??

ปฏิบัติการกรุงเทพฯ จากเมืองฟ้าอมร กลายเป็นเมืองที่ใครต่อใครต่างประสบเห็นภาพความรุนแรง ความวุ่นวาย ความตายเกิดขึ้นรอบเมือง เลือดคนไทยทั้ง 2 ฝ่ายต่างต้องมานองแผ่นดิน ทั้งผู้หญิง เด็ก คนแก่ และพระสงฆ์ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดง และผู้ที่ถูกกล่าวขานว่าอยู่เบื้องหลังคำสั่ง "ลับ" เผา-ทำลาย และรบนอกรูปแบบทุกอย่างเพื่อบีบ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีให้เป็น "ทรราชย์" กระทั่งหวังสูงถึงขนาดบีบ "ฟ้า" ให้ลงต่ำนั้น หนีไม่พ้นคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับคนที่ก่อความวุ่นวายในประเทศไทยและ สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณควรรู้คือ ในหัวใจคนไทยเกือบทั้งชาติเวลานี้ ต่างยกระดับ ความเลวร้ายของพ.ต.ท.ทักษิณจาก "นักโทษหลบหนีคดี"ไปอยู่ในฐานะ "อาชญากรแผ่นดิน"ไปเรียบร้อยแล้ว!

เมื่อย้อนดูเส้นทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ รุ่งเรืองถึงขีดสุดในการนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างยาวนานถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี 2544-2549) ระยะแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการยอมรับจากคนทั้งประเทศว่าเป็นคนเก่ง สามารถผลักดันนโยบายของพรรคไทยรักไทยเพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและทำให้ประชาชนระดับรากหญ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่สิ่งผิดพลาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำไป และเป็นที่ให้อภัยไม่ได้คือ การใช้ความเก่งเข้าไปหาประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องมากกว่านักการเมืองน้ำคลำรุ่นไหนๆ อีกทั้งหลงใหลไปไกลจนอยากจะอยู่ในจุดที่สูงขึ้นไปกว่านั้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้
"แม้ว" ตัวการทำลายชาติ

หลังการปฏิวัติรัฐประหาร โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ในวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง การปกครองที่อยู่ภายใต้การโกงกินของรัฐบาลทักษิณ คือเบื้องหลังที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมีชีวิตตกอยู่ภายใต้คำทำนายว่า "สุดท้ายเขาไม่มีแผ่นดินจะอยู่" เป็นจริงขึ้นมา เพราะสิ่งที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกดำเนินคดีหลายคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตมิชอบในราชการ จนกกระทั่งศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณในคดีที่ดินรัชดาฯ เป็นเวลา 2 ปี ตามความผิดตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551คดีนี้และคดีอื่นๆ ที่กำลังเข้าแถวรอคำพิพากษาจากศาลฯ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ และไม่มีโอกาสกลับมาอยู่ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันนี้

หลังจากหลบหนีคดี พ.ต.ท.ทักษิณได้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ และมีการเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆหลายประเทศ ตั้งแต่อังกฤษ ฝรั่งเศส ดูไบ รัสเซีย กัมพูชา มอนเตรเนโก ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงพฤติกรรมทำร้ายประเทศไทยมาโดยตลอด

เห็นได้ชัดจากกรณี 11 เมษายนปี 2552 ที่กลุ่มคนเสื้อแดงมีการอาจหาญบุกรุกโรงแรมเพื่อทำลายการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่พัทยา และมีการล้อมกระทรวงมหาดไทย มีการทุบรถนายกรัฐมนตรี และทำร้ายคนในคณะรัฐมนตรีจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ยังบังอาจโฟนอินมาที่กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มีการชุมนุมกันอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า

"รู้สึกเจ็บกับคนเสื้อแดงที่ถูกทำร้าย แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็รู้สึกเจ็บไปด้วย แต่ก็รู้สึกดีที่มีคนข้างเคียงพัทยาไปชุมนุมให้กำลังใจเยอะ รวมทั้งคนที่ไปปิดศาลากลางจังหวัด ซึ่งมีความเจ็บแค้นรัฐบาลด้วย ทั้งที่ผู้ชุมนุมต้องการยื่นข้อเรียกร้องให้ผู้นำต่างประเทศไม่ชอบธรรม และไปมือเปล่า โดยปราศจากอาวุธ"

นอกจากนี้ยังเชิญชวนให้คนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลมากขึ้นเพื่อขับไล่รัฐบาล และลงท้ายไว้ว่า "อดทนอีกไม่กี่วันได้เห็นแน่ เปลี่ยนแปลงประเทศได้แน่" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวในวันที่ 11 เมษายน 2552

อีกทั้งยังมีท่อน้ำเลี้ยงส่งให้กับแท็กซี่เสื้อแดงที่ไปรับส่งกลุ่มผู้ชุมนุมม็อบเสื้อแดงกรุงเทพ-พัทยา จนกระทั่งบนเวทีของคนเสื้อแดงเองโดยระบุว่าเป็นเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และมีการมอบเงินกันให้เห็นจะจะ

โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ทวิสเตอร์เชิญชวนมวลชนมาร่วมชุมนุมคนเสื้อแดง

"ขอเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยผู้รักความยุติธรรมผู้ต้องการโอกาสที่เสมอภาคผู้คิดว่าผมถูกรังแกอย่างโหดเxxx้ยมไร้มนุษย์ธรรมออกมาร่วมMarch on March14" 5 มีนาคม 2553

อีกทั้งยังมีการด่ารัฐบาลต่างๆ นานา หลายครั้งเป็นการด่าก้าวล่วงไปที่ประธานองคมนตรีอย่างเจ็บแสบ และหลายครั้งก้าวล่วงไปที่สถาบันสูงสุด เช่น

"คงจำได้ว่าเมื่อ 4ธ.ค.48 พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าพระเจ้าอยู่หัวก็ถูกหมิ่นได้คือทรงแสดงพระทัยกว้างผมเป็นนายกฯผมรีบรับพระราชกระแสถอนฟ้อง" 10 มีนาคม 2553

"ถ้าระบบถูกต้องไม่มีการแทรกแซงโดยมือที่มองไม่เห็นหรือผู้ที่สั่งศาลได้ผมพร้อมพิสูจน์ตัวเองเสมอแต่นี่มันเป็นระบบปิดประตูตีแมวครับ" 11 มีนาคม 2553

"การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินคือสิ่งที่พึงปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยทุกคนต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชนอำมาตย์ต้องไม่แทรกแซงอำนาจประชาชน" 21 มีนาคม 2553

แม้กระทั่งปัจจุบัน ทวิสเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังระบุชัดเจนว่าเขายังคงสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง

"ขอให้ระวังคนใจต่ำรอบกัดเอายาพิษปนกาแฟมาให้การ์ดกินตอนนี้ต้องหามส่งโรงพยาบาลไปเกือบสามสิบคนแล้วช่วงนี้ขอให้ระวังคนแปลกหน้าเอาอะไรมาให้กินครับ" เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553
นอกจากนี้ทุกครั้งที่มีการชุมนุม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะมีการโฟนอิน หรือวีดีโอลิงค์มาปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงให้ฮึกเหิมเข้าสู้กับรัฐบาลแทบทุกครั้ง

สั่งเผา-ทำลายทั่วกรุง

การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมาทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่มิบังควรและเลวร้ายยิ่ง แต่สำหรับการเผาบ้านเผาเมืองไทยของคนเสื้อแดงในขณะนี้ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 โดยตัดสินให้ยึดทรัพย์สินตระเราลชินวัตรไป 46,373 ล้านบาทนั้น ทำให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเลือกนัดรวมพลคนเสื้อแดงมาชุมนุมกดดันรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 และผ่านมาแล้ว 2 เดือนกว่าๆ ได้เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นตัวพิสูจน์ได้อย่างดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีคำสั่งให้กระทำในสิ่งที่เลวร้ายกว่าทุกครั้ง

โดยเสื้อแดงประการจะชุมนุมแบบสันติ อหิงสา ได้สวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งได้มีการวางระเบิดในจุดสำคัญๆรอบเมืองกรุงเทพมหานคร วันละ 2 จุดในสถานที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เช่นกระทรวงกลาโหม มูลนิธิรัฐบุรุษ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น โดยได้มีกองกำลังติดอาวุธสงครามครบมือได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งได้เผยตัวในวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้นมา หลังจากนั้นมีการก่อวินาศกรรมวางระเบิดไปที่ระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของรัฐ ไปพร้อมๆ กับการยิงระเบิด M 79 เข้าสู่ผู้บริสุทธิ์ย่านสีลม มีการวางระเบิดรถไฟฟ้า BTS และเผาสถานที่สำคัญๆ ของรัฐ และเมื่อรัฐบาลจะทำการล้อมปราบ ยิ่งพบว่ามีกองกำลังติดอาวุธซ่อนตัวอยู่หลังกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและแกนนำยังใช้ผู้หญิง คนแก่ และเด็ก เป็นตัวประกันเกราะกำบังความปลอดภัยของตัวเอง

แต่หลังจากถูกทหารบีบล้อม กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ดำเนินยุทธวิธีแยกออกเป็นกลุ่มเล็กๆ และไปก่อความไม่สงบทั้งเผายาง เผาอาคารราชการ และมีการใช้อาวุธยิงต่อสู้กับทหาร ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการไม่ผิดจากหลักปฏิบัติการทางการทหาร และน่าจะมีนายทหารระดับเสธ.เป็นผู้วางแผนจรยุทธ์ทั้งหมดให้กลุ่มคนเสื้อแดง

การกระทำดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนกับคนทุกกลุ่มในสังคมไทย โดยเฉพาะความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทั้งคนไทย และคนต่างชาติที่มาทำธุรกิจ หรือท่องเที่ยวในประเทศไทย

แต่สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเห็นภาพความรุนแรงนี้เช่นกัน แต่กลับไม่เคยโทรให้แกนนำยุติความรุนแรง แต่กลับพยายามบอกสาธารณชนว่า เป็นการกระทำของกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง ที่สู้เลยตัวเองไปแล้ว ทั้งๆ ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมีพฤติกรรมโฟนอิน และวิดีโอลิงค์เพื่อปลุกระดมให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงมีการต่อสู้มาโดยตลอด

อย่างในวันที่ 20 มีนาคม2553 หลังกลุ่มเสื้อแดงใช้แผนดาวฤกษ์สร้างภาพว่าคนกรุงเทพฯให้การสนับสนุน มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอนเวลา 21.15 น.โดยได้ร้องเพลงตื่นเถิดชาวไทย และบอกว่าอย่าปล่อยให้คนไม่กี่คนบัญชาการบ้านเมืองโดยไม่เคารพเสียงประชาชน และพี่น้องเสื้อแดงแน่มากที่รวมหัวใจเป็นหนึ่งร่วมขบวนยาวที่สุดในกรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 19 มีนาคม 2553เวลา 21.00น.พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอินมายังเวทีกลุ่มคนเสื้อแดงและได้ขอบคุณคนเสื้อแดงที่ช่วยบริจาคสิ่งของและจัดหารถมาส่งผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง อีกทั้งยังระบุถึงกรณีสามเกลอใช้คำว่าไพร่ในการชุมนุมด้วยว่า

"จริง ๆ คำนี้ไม่มีอะไรร้ายแรง ในภาษาอังกฤษใช้ว่า Blueblood, Peasant แต่ไทยใช้คำว่ารากหญ้า อภิสิทธิ์ชน เจ้านายบ้าง มีคำพูดอย่างนี้มานานแล้ว เอาเป็นว่าเรียกประชาชนราษฎรเต็มขั้นธรรมดาแล้วกัน"

จากนั้นยังมีการลงท้ายคำพูดวันนั้นว่า

"ผมต้องขออภัยคนกรุงเทพฯที่รถติดและคงติดในวันเคลื่อนย้ายกำลัง จากนี้ไปรถจะติดในกรุงเทพฯจนกว่าจะได้ชัยชนะ จนถึงวันที่ได้รับความยุติธรรมจึงจะหายติด เมื่อกลับไปผมจะทำงานใช้ให้ ขออย่างเดียวอย่าให้อำมาตย์อยู่เหมือนการเมือง"

คำกล่าวต่างๆ ล้วนบ่งบอกถึงการ "สั่ง"ให้สู้และห้ามถอยจนกว่าจะได้รับชัยชนะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ศึกครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้มีการสู้ศึกจนถึงขั้น ได้-เสีย ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบเพื่อเอาชนะ ไม่เว้นแต่ต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ตามปฏิบัติการแบบทหาร

เส้นทางขนอาวุธเข้าม็อบแดงล้มรัฐ

ในเรื่องของกองกำลังติดอาวุธ "ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์" ได้รับทราบข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง ว่าจะมีการจ้างทหารกลุ่มมือปืนรับจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารที่เดิมถูกฝึกมาเพื่ออารักขาบุคคลสำคัญของประเทศ ปัจจุบันไม่มีภารกิจและหน้าที่ประจำ บางส่วนก็ได้ลาออกจากราชการแล้ว หรือที่รับราชการอยู่แต่ก็เป็นทหารแตกแถว ซึ่งทหารมือปืนรับจ้างในประเทศไทยขณะนี้มีจำนวนมาก แต่ไม่มีจุดยืน ขึ้นอยู่กับว่าใครว่าจ้างก็พร้อมที่จะทำงานให้ โดยกลุ่มทหารมือปืนรับจ้างกลุ่มสำคัญที่สุด คือ อยู่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี ซึ่งมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเขตพื้นที่ของกรมรบพิเศษที่ 1 (พลร่มป่าหวาย) กลุ่มที่ 2 คือ จ.ปราจีนบุรี กลุ่มที่ 3 อยู่ที่ จ.ชลบุรี และกลุ่มที่ 4 อยู่ในกรุงเทพมหานคร

สำหรับเส้นทางขนอาวุธเข้าไทย โดยนายทหารระดับสูงคือ พล.อ.ช. ร่วมมือกับกลุ่มนักลงทุนในกัมพูชาที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างยิ่ง โดยใช้ทหารมือปืนรับจ้าง ผ่านทางบริษัทค้าอาวุธที่มีโควตาส่งของประเทศในต่างๆ นำอาวุธมาพักไว้ยังชนกลุ่มน้อยต่างๆ แล้วจึงขนเข้าสู่ประเทศไทย
โดยเส้นทางสายตะวันออก ผ่านทาง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และจ.กาญจนบุรี ซึ่งอาวุธสงครามที่จะขนผ่านเส้นทางนี้มี M-79 เป็นหลัก ที่เหลือก็เป็นระเบิด M-67 และระเบิดชนิดอื่นๆอีกเล็กน้อย (อ่านเพิ่มเติม "เปิดเส้นทางลำเลียงอาวุธเสื้อแดง ชี้ "ทหาร-ตำรวจ" หน่วยใดเกียร์ว่าง" และ ฉบับวันที่11 มีนาคม 2553 เรื่อง "เจาะลึกก๊วนบึ้มป่วนเมือง! จัดทัพแบบทหารขึ้นตรง "ทักษิณ" โดย ผู้จัดการ 360? รายสัปดาห์ 8 เมษายน 2553)

นอกจากนี้ที่ผ่านมายังมีการตั้งข้อสงสัยด้วยว่า มีการใช้ยาเสพติดในการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งนี้ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส.กำลังทำคดีนี้อยู่ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการเผาอาคารทำงานของ ป.ป.ส.ครั้งนี้ด้วย

ดังนั้นพฤติกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายที่มากกว่าการขับไล่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสิ่งที่ฟ้องมากที่สุดเห็นจะเป็นสติกเกอร์ "รัฐไทยใหม่ ชัยชนะแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณ จงเจริญ" และ "ประธานาธิบดี ทักษิณ ชินวัตร ประมุข รัฐไทยใหม่" ออกมาติดที่บริเวณสีลมในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างนั้นแสดงให้เห็นสิ่งในใจ "ทักษิณ"เป็นอย่างดี และยากยิ่งแล้วที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะปฏิเสธใครต่อใครว่าไม่ได้เป็น "แดงตัวพ่อ"

4 ปัจจัยชี้ "ทักษิณ"แดงตัวพ่อ

แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า ความเป็นแดงตัวพ่อของทักษิณ วันนี้บอกได้ว่าปฏิเสธความจริงได้ยาก โดยเฉพาะ 4 ปัจจัย คือทุน, คำพูดของเสธ.แดง, การเชื่อมโยงกับนปช.และ การเชื่อมโยงกับต่างชาติ

ในส่วนของทุน ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการถอนเงินจำนวนกว่าหมื่นล้านบาทออกไป ซึ่งข้อมูลนี้อยู่ในมือสำนักงานปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)และดีเอสไอแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้หลายประการ ว่ามีการส่งท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งผ่านบุคคลต่างๆ มาถึงแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทุกสาย แม้กระทั่ง จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำนปช.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่หลังเวทีราชประสงค์ในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กล่าวย่อมรับแล้วว่าม็อบเสื้อแดงได้รับทุนสนับสนุนสำคัญจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไม การที่ดีเอสไอประกาศอายัดบัญชี 106 คนที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด และได้ประกาศเพิ่มอีก 37 บัญชีถึงทำให้เกิดการสั่นสะเทือน จนกลายเป็นอีกหนึ่งเกมรุกที่สำคัญกับรัฐบาล

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยต่อว่า ท่อน้ำเลี้ยงของคนเสื้อแดงนั้นยังมีอีกมาก โดยต่อจากนี้จะมีส่งผ่านมาทางชายแดนเขมร และภาคใต้เป็นหลัก (อ่านประกอบ เรื่อง "เปิดท่อน้ำเลี้ยงใหม่หนุน "แดง"เผาเมือง เย้ยรัฐอายัด 143 บัญชีแค่จิ๊บๆ หน้า A04) อีกทั้งทุนในประเทศก็ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะการส่งผ่านมือ ส.ข.ในกรุงเทพมหานครและนักการเมืองท้องถิ่นในต่างจังหวัด

ขณะที่คำพูดของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือเสธ.แดง เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมัดตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเสธ.แดงมีการพูดถึงการเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณที่ประเทศดูไบหลายครั้ง มีรูปถ่ายแสดงให้เห็นว่ามีการพบปะกันจริง และที่ผ่านมามีการพูดถึงโมเดลการรบแบบแก้ว 3 ประการที่รวมถึงกองกำลังติดอาวุธ ที่ เสธ.แดงกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเห็นด้วย และสนับสนุนโดยตลอด อีกทั้งก่อนที่เสธ.แดงจะถูกปลิดชีพ เสธ.แดงยังประกาศไม่รับแผนปรองดองของรัฐบาล เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมรับ และพ.ต.ท.ทักษิณ มีแผนที่จะปลดแกนนำคนเสื้อแดง 3 เกลอคือ จตุพร วีระ และณัฐวุฒิ ลงเพื่อให้ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,ขวัญชัย ไพรพนา และพายัพ ปั้นเกตุ ขึ้นมาแทนหาก 3 เกลอทำการเจรจากับรัฐบาลต่อไป

เหตุการณ์นี้ทำให้จตุพร แกนนำเสื้อแดงรีบโทรหา พ.ต.ท.ทักษิณ และถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเช่นนั้นจริงหรือไม่ พร้อมได้รับการปฏิเสธจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น "เจ้านาย"เพียงคนเดียวที่แกนนำทุกฝ่ายต้องฟังคำสั่ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวแกนนำขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด อีกทั้งการที่จรัลยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นผู้สนับสนุนทุนให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงก็แสดงถึงความเชื่อมโยงระหว่างแกนนำและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจนขึ้นอีก

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ระยะหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงตัวออกมาเล่นเกมต่างประเทศ ทั้งการจ้างบริษัททนายบริษัทอัมเตอร์ดัมด้วยตนเอง และยังมีคำสั่งให้แกนนำ นปช.และตัวเขาเองร่วมกันดึงสหประชาชาติเข้ามาดิสเครดิตรัฐบาล ก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างดิ้นไม่หลุด

ล้มเจ้า-ก่อการร้ายคดีไล่ล่า"ทักษิณ"

เมื่อมีความชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเด่นชัดแล้ว กระบวนการทางกฎหมายจะเป็นตัวไล่บี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สุดท้ายไม่ใช่แค่เพียงจะสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงได้ยากแล้ว การดำรงอยู่อย่างเปิดเผยในที่ต่างๆ อาจทำได้ลำบากมากกว่าวันนี้ไม่รู้กี่เท่า

ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า คดีความที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงนั้นมีหลายคดี และมีหลายหน่วยงานที่ต้องเข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกัน แต่สำหรับดีเอสไอนั้น จะมีคดีที่เป็นคดีใหญ่ 2 คดี คือ คดีล้มเจ้า และคดีก่อการร้าย

คดีล้มเจ้า เป็นคดีที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอ.ได้จัดทำคดีขึ้นมา โดยมีการทำแผนผังขบวนการล้มเจ้า และมีชื่อคนที่เกี่ยวข้องอยู่ 32 คน โดยมีพฤติกรรมต่างๆกัน ซึ่งรวมถึงชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่กับคนทุกกลุ่มรวมอยู่ด้วย

ส่วนคดีก่อการร้ายนั้น จะเป็นคดีใหญ่กว่าคดีล้มเจ้า ซึ่งคดีล้มเจ้าถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีก่อการร้าย โดยคดีก่อการร้ายนั้น จะมีการสืบสวนหาคนผิดที่เข้าข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดใน 5 รูปแบบ ได้แก่ 1.เป็นผู้ออกทุน 2.เป็นผู้สั่งการ 3. เป็นผู้วางแผน 4.เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ และ5.เป็นผู้ให้ที่พักพิงหลบหนี ซ่อนเร้นกับผู้กระทำความผิด

ส่วนใครจะผิดหรือไม่ผิดนั้นจะดูที่การกระทำที่ผ่านมาว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดหรือไม่ โดยจะดูที่เจตนา,การกระทำ และผลของการกระทำนั้นๆ ฉะนั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลังและกระทำความผิดจึงมิอาจหลบเลี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีก่อการร้ายได้ แต่ใช่ว่าคนในกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการใช้ความรุนแรงทั้งหมดจะถูกตัดสินว่าอยู่ในขบวนการก่อการร้าย

เพราะกฎหมายระบุไว้ว่า ผู้ชุมนุมที่ได้กระทำการรุนแรง ถ้าพิสูจน์แล้วว่าถูกปลุกเร้า กระทำไปโดยมิได้เจตนา ถือเป็นความผิดเล็กน้อย แต่สำหรับแกนนำ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่มีพฤติกรรมพิเศษ จะมิอาจรอดพ้นคดีก่อการร้ายได้ ซึ่งดีเอสไอไม่ขอเปิดเผยข้อมูล และจะทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุด แม้ว่าในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และฝ่ายการเมืองมีโอกาสเข้ามาแทรกแซงการทำงานสูง แต่ยืนยันว่าข้าราชการยังต้องทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุดกับประเทศชาติ

แหล่งข่าวใน ศอฉ. ระบุถึง คดีก่อการร้ายว่า เสธ.แดง และการพูดของเสธ.แดงเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการโยงใยไปถึงตัวหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย แม้เสธ.แดงจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่กระบวนการสอบสวนของดีเอสไอจะเดินหน้าไปถึงตัวหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายอยู่ดี เพราะถ้าเสธ.แดงยังอยู่ และถูกจับ เสธ.แดงจะเป็นเพียงผู้กระทำความผิด เป็นผู้ต้องหาคนหนึ่ง ไม่ใช่พยาน เพราะการกระทำผิดมีความชัดเจนมาก แต่การที่ดีเอสไอสามารถจับ เมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วมกลุ่มนักรบชุดดำ รวมถึง ชยุต ไหลเจริญ นายทหารเก่าในบทบาทหัวหน้าการ์ดของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง มีการรับสารภาพโยงใยไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังรวมกับหลักฐานที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ทั้งบนเวทีคนเสื้อแดง และที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ต่างๆ และหลักฐานในด้านเส้นทางการเงิน ก็จะสาวไปถึงตัวหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายได้โดยไม่ต้องอาศัยการสอบสวน เสธ.แดง ที่เสียชีวิตไปแล้วได้

นอกจากนี้ ยังได้รับการรายงานมาว่า ดีเอสไอ กำลังจะประกาศผู้กระทำความผิดในฐานก่อการร้าย การขู่บังคับรัฐบาล การประทุษร้ายต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของราชการระลอก 2 ในไม่ช้านี้ นอกเหนือจากที่มีการออกหมายจับแล้ว 9 คน คือ วีระ มุสิกพงศ์,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นพ.เหวง โตจิราการ,สุภรณ์ อัตถาวงศ์,อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,ขวัญชัย ไพรพนา,พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์,และพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสียชีวิต)

"พ.ต.ท.ทักษิณ ยากที่จะปฏิเสธว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด โดยคดีล้มเจ้าจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในประเทศไทยได้ยาก ขณะที่คดีก่อการร้ายจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เหลือแผ่นดินในต่างประเทศไหนให้อยู่ได้อีก จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงในต่างประเทศ"

ดังนั้นการดำเนินคดีก่อการร้ายที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องอาศัยกระทรวงต่างประเทศเข้าช่วย เพราะกระทรวงต่างประเทศมีสถานทูตกระจายอยู่ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก จึงมีบทบาทสำคัญทั้งการติดตามขอความร่วมมือส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีอาญาของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งยังต้องสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศในคดีก่อการร้ายที่อาจจะเชื่อมโยงไปถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณได้ด้วย

สุดท้ายไม่มีแผ่นดินจะอยู่

ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับคดีอาญาที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกตัดสินไปแล้ว หน้าที่กระทรวงต่างประเทศจะไม่สามารถติดตามจับกุมตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่หนีคดีอาญาอยู่ในเวลานี้ได้ แต่ถ้าอยู่ในประเทศใด มีการเปิดตัวเปิดเผย ก็จะติดตามยืนยันไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดขอให้มีการออกหมายจับ ถ้าประเทศนั้นมีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย

โดยในเวลานี้ กระทรวงต่างประเทศ ได้ทำสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันคือการชี้แจงกับนานาชาติ ว่าเกิดอะไรขึ้นในไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ อาจเกี่ยวโยงกับขบวนการก่อการร้ายในไทยอย่างไร รวมถึงการใช้ฐานประเทศต่างๆ เพื่อโจมตีประเทศไทยอย่างไร ซึ่งก็จะมีการทำการชี้แจงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุการณ์หลังวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาได้ทำให้ต่างประเทศเข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ 10 เมษายน ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ได้เชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เรื่องคดีความคงต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ และศาล ตามกระบวนการ

อย่างไรก็ดีเชื่อว่า การที่ หาก พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายในประเทศไทย จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หาที่อยู่ และดำเนินชีวิตตามปกติได้ยาก เพราะเป็นคดีที่มีโทษร้ายแรงมาก ที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญ

ประเด็นนี้ แหล่งข่าวใน ศอฉ. ระบุว่า คดีก่อการร้าย แม้ว่าจะเป็นคดีที่ต้องอาศัยเวลาในการตัดสิน เพราะจะต้องเข้าระบบศาลปกติ คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ซึ่งปกติแล้วจะมีการใช้ระยะเวลานานถึง 6-7 ปี แต่สำหรับคดีก่อการร้ายจะไม่เหมือนคดีอื่นๆ ตรงที่ เมื่อมีการสอบสวนและชี้มูลความผิด กระทั่งศาลรับฟ้องคดีก่อการร้ายแล้ว คนที่มีชื่ออยู่เป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายนั้นๆ คือหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีพฤติกรรมสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงมาตลอด และมีการเดินทางพบปะแกนนำสายฮาร์ดคอร์ ทั้งมีโทรศัพท์ที่ติดต่อกับแกนนำคนเสื้อแดงตลอด จนยากจะหลีกเลี่ยงถึงการเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณจะเกิดผลกระทบขึ้นทันทีในต่างประเทศ ไม่ต้องรอให้มีการตัดสินของศาล เพราะเป็นคดีร้ายแรงมาก

นั่นคือมิติด้านกฎหมายที่วันนี้กำลังเดินหน้าเอาผิดคนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการก่อร้ายในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งอีกมิติหนึ่ง รัฐบาลก็พยายามที่จะใช้ทุกยุทธวิธีปราบปรามผู้ชุมนุมไปพร้อมกันด้วย
เปิดยุทธวิธีทหารสู้ทหาร

อย่างไรก็ดี การยุติการชุมนุมในครั้งนี้จึงต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ เข้าดำเนินการและต้องมีการสูญเสียเกิดขึ้นแม้รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดก็ตาม และในที่สุดแกนนำหลายคนก็ย่อมมอบตัว แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือการต่อสู้ของม็อบเสื้อแดงอาจผันไปสู่สงครามใต้ดินดังที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงกันก็ได้

พลเอกปานเทพ ภูวนาทนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่าที่ผ่านมา รัฐรู้ทุกอย่างแต่เข้าปราบได้ยาก เป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำเด็ก คนแก่ และผู้หญิง เข้ามาเป็นโลห์กำบัง และ ได้มีการไประดมคนมาเพิ่มในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเน้นเหมาจ้างเป็นครอบครัวที่จังหวัดนครปฐม และสัญญาว่าถ้าอยู่จนเสร็จศึก หรืออยู่จนชนะศึกครั้งนี้ จะได้ค่าจ้างครอบครัวละ 1 ล้านบาท แต่ผู้หญิง เด็ก และคนแก่จะต้องออกมาเพื่อให้รัฐบาลไม่กล้าปราบ ให้เกิดการลังเลที่จะล้อมปราบกลุ่มผู้ชุมนุม อีกทั้งการต่อสู้ของกลุ่มผู้ชุมนุมยังได้กระจายเป็นกลุ่มเล็กๆ ไปก่อวินาศกรรม เผา ทำลาย และยิงผู้บริสุทธิ์ ในหลายๆ จุด

ดังนั้นยุทธวิธีที่จะปราบได้จะต้องใช้ยุทธวิธีเล็ก จู่โจมเล็ก ซึ่งจะไม่สร้างความเสียหายในภาพรวม แต่เป็นวิธีจัดการพวกกองกำลังติดอาวุธที่ชะงักที่สุด แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนที่ไปทำจะเป็นผู้เสียสละมาก มีสิทธิเสียชีวิตสูงมาก เป็นวิธีการสร้างกองกำลังมิทราบฝ่ายเพื่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนเสื้อแดง

"แค่ปราบโจรก่อการร้าย ต้องไม่ลังเล ยอมรับความสูญเสียครั้งเดียว ดีกว่าสะสมคนตายต่อไปเรื่อยๆ"

ดังนั้นการปฏิบัติการของศอฉ. ภายใต้รัฐบาลในวันนี้ (19พค.)ที่ประสบความสำเร็จสามารถสลายการชุมนุมพร้อมการเข้ามอบตัวของแกนนำคนสำคัญในครั้งนี้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือสังคมไทยได้เกิดความแตกแยกรุนแรงยากจะเยียวยา จากการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ผ่านมาทั้งหมด จึงเป็นการยากยิ่งแล้ว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศไทยได้ แม้ว่าจะกลับมาก่อนสิ้นลมหายใจก็ตาม เพราะสังคมไทยยากที่จะให้อภัยสิ่งที่เขาทำได้

อีกทั้งสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำทั้งหมด เขาได้คิด และใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ว่า คนที่เดินตามหลัง คือครอบครัว และคนที่ใช้นามสกุล "ชินวัตร" ต่อไปจะอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไร และถ้าอยู่ในประเทศไทยได้ จะกล้ามองหน้าคนอื่นหรือไม่ ในฐานะที่ "พ่อ" ถูกตัดสินว่าเป็น "อาชญากรแผ่นดิน"!

เขานั่นแหละ "แดงตัวพ่อ"

คนระดับผู้ใหญ่บ้านเมืองต่างชี้ชัด "ทักษิณ"แดงตัวพ่อ อยู่หลังความวุ่นวายทางการเมืองของไทยทั้งหมดในเวลานี้ ซึ่งยากจะปฏิเสธ!

ขณะนี้ไม่เพียงแต่พฤติกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเองที่บ่งชี้ว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มนปช.ทั้งหมด แต่คนระดับผู้นำ นักการเมืองอาวุโสในประเทศไทยต่างชี้ ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือแดงตัวพ่อ

เริ่มด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ วันที่ 9 พ.ค. 2553 ว่า

"คนที่แสดงตัวชัดเจนไม่เอาแผนปรองดองก็คือเสธ.แดง แล้วก็มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในขณะนี้ที่จะไม่ให้การชุมนุมยุติลง และที่สำคัญก็คือว่า เสธ.แดง ก็พูดอย่างชัดเจนด้วยว่าขณะนี้ ก็พยายามที่จะไปติดต่อประสานงานกับแกนนำในภูมิภาค เพื่อมาคัดค้านแกนนำในส่วนกลาง ซึ่งในเบื้องต้นบอกว่าตอบรับกระบวนการของการปรองดอง และที่สำคัญก็คือเสธ.แดงบอกด้วยว่า เขาก็จะฟังจากคุณทักษิณ ซึ่งผมก็กล้าพูดได้เช่นเดียวกันครับว่า คุณทักษิณนั้นไม่พอใจแผนปรองดองครับ เพราะในแผนปรองดองนั้นไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของคุณทักษิณเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความและเรื่องอื่น ๆ"

ขณะที่ บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ผู้ซึ่งสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มากที่สุดคนหนึ่งก็ถึงกลับกล่าวผ่านสื่อมวลชน วันที่ 18 พ.ค. 2553 เวลา 12.00 น.ว่า

"ขอฝากไปถึงน้องทักษิณด้วยใครจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องเป็นไปไม่ได้ เอาตามนี่เถอะ พี่ขอตามนี้ มีอะไรมาคุยกัน ที่จริงผมก็ชอบพอกันมาตั้งนานแล้ว บ้านเมืองจะอยู่กันไม่ได้ และจะล่มสลายหมดแล้ว ควันเต็มท้องฟ้ากรุงเทพฯไปหมดแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ตำรวจบางกลุ่ม บางชุดก็ไม่ทำงาน เดี๋ยววันพรุ่งนี้ก็จะไปเซี่ยงไฮ้แล้ว"

ขณะที่กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวในนาทีสุดท้ายก่อนทหารจะเข้าล้อมปราบกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงว่า

"ไม่มีการติดต่อ นปช.ถ้าอยากจะมีการพูดคุย ทางแกนนำฯ ควรพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณให้เรียบร้อย ในเรื่องการยุติการชุมนุม และเข้าสู่กระบวนการปรองดองได้ ไม่มีปัญหา"

ทักษิณซุกเงินทั่วโลก 2 แสนล้าน โปรเจกต์ลงทุนแค่เพียงสร้างภาพ

นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ขณะอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน อดีตนายกทักษิณได้เดินสายไปในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อลงทุนทำธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ทวีปอเมริกา เอเชีย ไปจนถึงแอฟริกา เริ่มตั้งแต่การเข้าไปลงทุนซื้อทีมฟุตบอลดังของอังกฤษแมนซิตี้ยูไนเต็ดราว 7,500 ล้านบาท จากนั้นก็ขายให้กับกลุ่ม อาบูดาบี กรุ๊ป ประมาณ 12,000 ล้านบาท การขายครั้งนั้นได้กำไรถึง 3,000 ล้านบาท จากนั้นก็มีข่าวเข้าไปลงทุนด้านธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศนิคารากัว ฟิจิ และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ ใช้เงินลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท

หลังจากนั้นก็ได้บินข้ามโลกเข้าไปลงทุนในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา เริ่มตั้งแต่ข่าวการเข้าไปลงทุนออก ลอตตารี่ เหมืองทองในประเทศอูกันด้า และยังอ้างว่าได้รับสัมปทานเหมืองเพชรแล้วในประเทศสวาซิแลนด์ เพียวแต่รอเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเข้าไปขอสัมปทานบ่อก๊าซ และน้ำมันในประเทศไลบีเลีย หลังจากนั้นก็กลับมาสร้างความปั้นป่วนให้กับประเทศไทยโดยการเข้าไปจับมือกับผู้นำกัมพูชา และอ้างว่าได้รับสัมปทานที่ดินในจังหวัดเกาะกงเพื่อทำธุรกิจกาสิโน พลังงาน และเกษตร เป็นเวลา 99 ปี และล่าสุดก็กลับไปปักหลังที่ทวีปยุโรปเข้าไปลงทุนในประเทศเกิดใหม่เล็กๆชายขอบยุโรปที่ชื่อว่ามอนเตเนโกร ซึ่งมีแผนที่จะเข้าไปซื้อเกาะลงทุนทำธุรกิจโรงแรม และท่องเที่ยว

ทั้งนี้จากการตระเวณสร้างข่าวความร่ำรวยไปทั่วโลกที่ผ่านมานั้น ก่อให้เกิดคำถามว่าเขามีเงินซุกซ่อนนอกประเทศมากขนาดใหน โดยผลจากการตรวจสอบของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่าเฉพาะที่อังกฤษทักษิณมีเงินซุกไว้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในสวิสแลนด์และประเทศอื่นๆอีก ซึ่งแหล่งข่าวระดับสูงในหน่วยงานของรัฐกล่าวว่า ไม่เพียงเฉพาะ ทักษิณและภรรยาจะซุกเงินในต่างประเทศมหาศาล แต่ยังใช้ชื่อของญาติพี่น้องของตัวเอง และคนใกล้ชิดในการเปิดบัญชีต่างประเทศ รวมทั้งหลังปฏิวัติในปี 2549 บรรดาคนสนิททักษิณ ก็ขนเงินสนใจกระเป๋าขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากขนออกนอกประเทศ รวมทั้งในระหว่างการดำเนินคดีอายัดทรัพย์สินของครอบครัวชินวัตร ธนาคารพาณิชย์บางแห่งก็รู้เห็นเป็นใจช่วยผ่อนถ่ายเงินออกนอกประเทศ เนื่องจากรัฐบาลชักช้าที่จะดำเนินการยึดเงินทั้งหมด ซึ่งเงินที่รัฐบาลอายัด 7.6 หมื่นล้านบาท นั้นก็เป็นเพียงบางส่วนที่มีอยู่ โดยคาดว่าก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ครอบครัวชินวัตรมีเงินอยู่ในต่างประเทศประมาณ 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่จากการทุ่มเม็ดเงินเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายครั้งที่ผ่านมาก็หมดเงินไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเงินที่นำมาใช้ก่อความวุ่นวายในขณะนี้จะมาจากพรรคพวกเพื่อนฝูงหลายตระเราลดังในประเทศให้ออกค่าใช้จ่ายเป็นท่อน้ำเลี้ยงไปก่อน ส่วนข่าวคราวการเข้าไปลงทุนในหลายประเทศ ก็คิดว่าไม่น่าจะใช้เงินมากมายอย่างที่สื่อเสนอออกมา เพราะว่าหลายประเทศก็ยังมีเหตุความรุนแรงมีความเสี่ยงในการลงทุนสูง แต่ที่พยายามสร้างภาพออกมาว่ามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก ก็เพื่อให้บรรดาสาวกของทักษิณเกิดความมั่นใจว่าตัวเขายังร่ำรวยยังมีเงินช่วยอุดหนุนได้ไม่อั้น
ผู้ถาม : ตอบหน่อย
210.246.86.133-10.11.3.198
ส่งคำถามเมื่อ :  วัน ศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2553   เวลา 8 นาฬิกา 33 นาที

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1.โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
รายละเอียดคำตอบ   
* รายละเอียด :  
การสร้าง Link และเน้นข้อความ
คลิกเพื่อเลือก สีเน้น

คลิกเพื่อเลือก Smilly
       

       

       

         
* ผู้ตอบ :     
E-Mail :  
WebSite :  
 
Captcha :   
*
ถ้าคุณเป็นสมาชิก คุณจะไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวครับ
เลือก Icon แทนบุคลิกของคุณ