รายละเอียดของคำถาม ไปหน้ารายการคำถาม    แก้ไขคำถาม   พิมพ์หน้านี้  ส่งหน้านี้ให้เพื่อน  
คำถาม :  ความจริง ของเงิน 76000ล้านเ
รายละเอียด :  

   
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2543 ตระเราลชินวัตรกับดามาพงศ์ มีหุ้นก้อนนี้อยู่แล้ว โดยทั้งคุณหญิงพจมานและพ.ต.ท.ทักษิณ มีหุ้นอยู่กองหนึ่งแล้วแบ่งออกให้นายพานทองแท้ จากนั้นเมื่อน.ส.พิณทองธาร ลูกสาวบรรลุนิติภาวะ ก็ให้หุ้นผ่านทางตลาดหลักทรัพย์
คตส องค์กรณ์ที่ตั้งมาด้วย คณะรัฐประหาร ปัจจุบันเป้นหน่วยงานที่เป็นมรดกเผด็จการ รัฐบาลประชาธิปไตย ...ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า .เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฏหมาย และเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยกันว่า เงินขายหุ้น 76,000 ล้านบาท ทำไมไม่เสียภาษี

ซึ่งต่างก็ทราบกันดี การเข้ามาดำรงค์ต่ำแหน่งทางการเมือง จำต้องแจ้ง บช ทรัพย์สิน นักการเมืองแทบจะทุกคน ที่มีหุ้นใน มือเกินกำหนดของกฏหมาย ก็จำต้องถ่ายโอนให้ลูกให้เมีย และการเปลี่ยนมือก็ทำการในตลาดหลักทรัพย์ที่มีข้อยกเว้นในส่วนของการเสียภาษี เพราะตลาดทรัพย์สากลเปิดให้กับนักลงทุนกระตุ้นการซื้อขาย ตลาดทรัพย์ของเมืองไทยก็ไม่ต่างกัน หากมีการเสียภาษีทุกครั้งที่มีการซื้อขาย คงไม่มีนักลงทุนหน้าไหนที่จะทำการซื้อขายผ่านมือแบบช่วงสั้นๆ แน่นอน คงได้แห่ไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศกันหมด

จะอ้างว่าไปออกกฎหมาย แก้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตและตราพ.ร.ก.ภาษีพิกัดสรรพสามิต ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะอ้างในการยึดทรัพย์ที่เกิดผลของมูลค่าหุ้นที่เพิ่มสูงหรือ การจ่ายหรือไม่จ่ายภาษีสัมปทาน เอไอเอส ที่ต้องจ่ายให้ ทีโอที ร้อยละ 25 หลังการแก้กฎหมาสรรพสามิต นั้น ก็ยิ่งอ้างได้ยาก เพราะตราพระราชกำหนดแก้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตและตราพ.ร.ก.ภาษีพิกัดสรรพสามิต เมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2546 ก็ออกเป็นมติครม. พอถึงเดือนพฤษภาคม ปี เดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตัดสิน โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 6 ดังนั้น ถือว่า พ.ร.ก.แปรสัญญาสัมปทานเป็นสรรพสามิต ชอบด้วยกฏหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ในเวลานั้น

หุ้นชินคอร์ปฯ ที่ขายให้กลุ่มเทมาเส็ก หุ้นชินคอร์ปฯ มีมูลค่า 49.50 บาทก็ได้มาจากผลของเศษรฐกิจการลงทุนที่เติบโตจากการบริหารจัดการของ รบ มิหน่ำซ่ำการจัดการนำหุ้นไปทำดิล เพื่อขายล๊อตใหญ่ หลักฐานนี้ก็มีในตลาดหลักทรัพย์ เพราะมีการเสียทั้งภาษีให้กับตลาดหลักทรัพย์ และ โปรกเกอร์ อย่างชัดเจน

งานนี้คงมีปํญหาระยะยาวต่อไปในอณาคต สำหรับมาตราฐานการตัดสินที่นำมาใช้ จะขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่สำคัญเรื่องคดีอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมายไม่ว่าหุ้นชินคอร์ปฯ ที่มีหลายบริษัทลูก ก่อนหน้านั้นเอไอเอส ที่มีปัญหาฟ้องร้องอยู่กับทีโอที กลับต้องมาถูกฟ้องร้องเรื่องการแปรสัญญาสัมปทานภาษีสรรพสามิต คิดดูนะเรื่องราวแบบนี้ สำหรับนักลงทุน ถือว่าแย่มากที่จะร่วมสังคยกรรม หรือร่วมลงทุนในประเทศที่มีมาตราฐานแบบนี้
ผู้ถาม : ยึดกติกา
117.47.105.162-
ส่งคำถามเมื่อ :  วัน พุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 14 นาฬิกา 7 นาที

 คำตอบที่  1 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
เพ้อ! ไปอ่านภาค1 ภาค 2 ภาค 3 ไป๊..

อ่านของนายแล้วขำ เพราะไม่มีหลักฐานประกอบและแผนผัเส้นทางของการจัดตั้งบริษัท,การปลอมแปลงเอกสารในใบตั๋วเงินของบรรพจน์แลพจมาน และหลักฐานอื่นๆ 5555...

26 ธ.ค. 53 เดี๋ยวก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า ให้นายฟังคำพิพากษาให้ดีว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เราหามา หรือกล่าวลมๆแล้งของนาย ยึดกติกา
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
210.246.86.131-10.11.3.198
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 24 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 15 นาฬิกา 48 นาที

 คำตอบที่  2 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
อ่านดูแล้วนะ ยึดกติกา ไปกันใหญ่เลยวะ

แบ่งหุ้นให้พานทองแท้ แบ่งยังไงเป็นการขายหุ้นให้พานทองแท้ต่างหาก ส่วนที่แบ่งเป็นเงิน แล้วทำทีว่าซื้อหุ้นจากแม่ แต่ก็มีข้อพิรุธว่า อ้างว่าขายหุ้นให้ลูกแบบอาทร ขายยังไงลูกมีเงินสามร้อยห้าสิบล้าน แต่ขายเป็นพันล้าน อย่างนี้มันอาทรอย่างไร

คณะรัฐประหาร มีขึ้นก็เพราะรัฐบาลชั่วเป็นเงื่อนไขไงละ ไอ่ทึ่ม ที่เขาประกาศการยึดอำนาจ 4 5 ข้อนั่นและ เพียงยึดอำนาจแล้วไม่ทำข้อประกาศให้ชัดเจน มันจะทำให้การยึดอำนาจนั้นมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น (ขี้ไม่สุดนั่นเองไงละ) เดี๋ยวนายยึดกติกา อ่านภาค1-4ให้จบนะแล้วค่อยๆตื่น อย่าแหกปากลมๆแล้ง กล่าวอ้างเลื่อนลอย
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
210.246.86.133-10.11.3.198
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 8 นาฬิกา 16 นาที

 คำตอบที่  3 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
ภาค1
ตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ผู้นำของชาติระดับนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์นั้นมีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์ไปประมาณ 600 ล้านบาท และ จอมพลถนอม กิตติขจร ถูกยึดทรัพย์ไปประมาณ 400 ล้านบาท ภายหลังพ้นจากตำแหน่งแล้ว นอกจากนี้ยังมีอดีตผู้นำไทยที่เฉียดการถูกยึดทรัพย์ก็คือ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่ครั้งนั้น คณะตรวจสอบที่ทำการยึดทรัพย์ถูกตั้งขึ้นมาไม่ถูกกฎหมาย “น้าชาติ” จึงรอดพ้นการถูกยึดทรัพย์ไปได้

ปี 2549 ประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ในขณะนั้น นำกำลังเข้ายึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 จากนั้นในวันที่ 30 ก.ย. คปค.จึงได้ออกประกาศคปค.ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทั้งหมด 12 คน เป็น คณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. เริ่มดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้มามิชอบระหว่างดำรงตำแหน่งกว่า 5 ปี พร้อมทั้งทำสำนวนคดีส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบที่มาที่ไปทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณของ คตส.นั้น มีอุปสรรคมากมาย สืบเนื่องมาจาก “ระบอบทักษิณ” ยังฝังรากลงลึกอยู่แทบทุกหน่วยราชการ แม้แต่คณะกรรมการคตส.เอง ยังต้องเผชิญกับการข่มขู่ทุกรูปแบบ แต่นั่น ก็มิได้ทำให้การดำเนินการ “ยึดทรัพย์” ยุติลง จนกระทั่งวันที่ 29 พ.ค.2551 นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้นำสำนวนการไต่สวนของ คตส.และพยานเอกสารหลักฐานรวม 7 ลัง จำนวน 43 แฟ้ม พร้อมความเห็นชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.80 ขอให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พิจารณาเพื่อมีคำสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน จำนวน 76,621,603,061 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน

“การไต่สวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ที่มีอยู่แล้ว คณะรัฐประหารไม่ได้สร้างอำนาจพิเศษ หรือความผิดพิเศษขึ้นมา ถึงแม้ไม่ได้มีคณะรัฐประหารความผิดนี้ก็มีอยู่แล้ว คตส.เป็นเพียงผู้ไต่สวนและส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ ให้พิพากษายึดทรัพย์ จำนวน 76,621,603,061 บาท แต่เนื่องจากกลัวว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน คตส.จึงได้อายัดทรัพย์ไว้แล้วส่วนหนึ่งจำนวน 62,000 ล้านบาท ซึ่งการยื่นฟ้องจะมีคำขอให้ศาลยึดอายัดทรัพย์จำนวนดังกล่าวไว้ก่อน และถ้าศาลมีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ สั่งให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ก็จะยึดทรัพย์สินก้อนนี้ก่อน ส่วนจำนวนเงินที่ยังขาดอีก 14,000 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ให้ศาลมีอำนาจสั่งยึดทรัพย์สินอื่นจนกว่าจะได้ครบตามจำนวน ซึ่งจะเห็นได้ว่าทรัพย์สินที่ คตส. ร้องขอให้ยึดทรัพย์เป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ได้เป็นบ้านพัก หรือหุ้น ไม่ได้อายัดมั่วเหมือนยุค รสช.ที่ยึดเกลี้ยงหมด อย่างไรก็ดีอัยการมีเวลาสั่งคดี 30 วัน ซึ่งหากเห็นว่าสำนวนไม่สมบูรณ์ แล้วต้องตั้งคณะทำงานร่วม แล้วตกลงกันไม่ได้ ในช่วงที่ คตส.จะหมดอายุภายในสิ้นเดือนมิถุนายน (51) แต่ก็ยังมี ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ยื่นฟ้องคดีเองได้” นายแก้วสรรระบุไว้หลังการมอบสำนวนให้กับอัยการ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ใช่แต่ “ระบอบทักษิณ” ที่เป็นอุปสรรคของคตส.เท่านั้น ยังมีเงื่อนเวลา ที่จะทำให้คดีนี้ ล้มไม่เป็นท่าด้วย แม้จะมีป.ป.ช.คอยรองรับอยู่อีกชั้นก็ตาม

จากวันที่ 29 พ.ค.51 ที่ คตส.ไปยื่นสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ สำนวนคดี อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ จนกระทั่งวันที่ 27 มิ.ย. 51 นายวัยวุฒิ หล่อตระเราล รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงานอัยการคดีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติส่งหนังสือถึง นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.ให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างอัยการกับ คตส.เพื่อสอบสวนเพิ่มเติมคดีแพ่งที่ คตส.ส่งสำนวนให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำนวน 76,671,603,061 บาท เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยระบุว่า พบสำนวนข้อไม่สมบูรณ์เรื่องการแยกทรัพย์สินก่อน-หลังกระทำผิด ซึ่งอัยการไม่อาจบิดพลิ้วสั่งเป็นอย่างอื่น เพียงแต่เมื่อจะฟ้องก็ต้องให้สำนวนสมบูรณ์ ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจโต้แย้งได้ ส่วนปัญหาระยะเวลายื่นฟ้อง นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ เห็นว่ากรณีคดีแพ่งอายัดทรัพย์กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 81 กำหนดให้อัยการสูงสุดมีเวลาพิจารณาสั่งคดี 90 วัน ดังนั้นจึงยังเหลือเวลาสั่งคดีมากกว่า 2 เดือน ระหว่างนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนการอายัดทรัพย์เพราะเป็นช่วงเวลาการพิจารณาคดีของอัยการ

เป็นระยะเวลาเกือบ 3 เดือน สำนวนคดีที่อยู่ในมืออัยการ เพื่อร่างคำฟ้อง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 ส.ค.51 อัยการโดยนายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และคณะ เป็นผู้นำ คำฟ้องที่สมบูรณ์ ซึ่งมีรายละเอียด 124 หน้า ให้ นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พิจารณาเพื่อลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยฐานมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติเตรียมยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเงินบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว รวม 16 บัญชีในธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน รวม 7.6 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝากนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน

ระหว่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว เนื่องจากหนีฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก โดยตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเวลา 2 ปี ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมีความวิตกกังวลว่า คดียึดทรัพย์อาจจะต้องถูกยุติไว้ชั่วคราว เนื่องจากจำเลยไม่อยู่(หนี) แต่นายวัยวุฒิ หล่อตระเราล รองอัยการสูงสุด ที่เป็นประธานคณะทำงานคดีนี้ ให้ความมั่นใจว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ในประเทศแล้ว การฟ้องคดีนี้ เป็นเรื่องคดีความทางแพ่ง ซึ่งปกติศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ตัวจำเลยไม่ต้องมาฟังกระบวนพิจารณาได้ ซึ่งหากยื่นฟ้องแล้วศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องและส่งหมาย สำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยตามที่อยู่ที่ปรากฏทราบแล้ว หากจำเลยไม่มาศาล และไม่แต่งตั้งทนายความเพื่อยื่นคำให้การสู้คดี ถือว่าจำเลยขาดนัด ศาลก็ดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลยโดยไต่สวนพยานหลักฐานที่โจทก์นำเสนอต่อศาลเพียงฝ่ายเดียวได้จนเสร็จสิ้น

เป็นอันว่า ตั้งแค่ คปค.ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น คมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) เข้ายึดอำนาจมาเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี สำนวนคดี “ยึดทรัพย์” พ.ต.ท.ทักษิณ จึงถึงมือศาล อันเป็นปลายทางแห่งกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่ทุกคนจะต้องน้อมและยอมรับ ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ตาม

วันพรุ่งนี้ เราจะตามไปค้นสำนวนคดีที่ คตส. และอัยการร่วมกันร่างคำฟ้องคดียึดทรัพย์ ว่าผู้ถูกฟ้องคือ พ.ต.ท.ทักษิณ มีวิธีการ และกลโกงที่แยบยลกันอย่างไร เม็ดเงินจึงมากมายมหาศาลถึง 7.6 หมื่นล้านบาท นับเป็น “ประวัติศาสตร์” แห่งคดียึดทรัพย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย

****************

บัญชีเงินฝาก 16 บัญชีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตรที่ถูกอายัดไว้ในชั้น คตส. ประกอบด้วย

ธนาคารกสิกรไทย 36 ล้านบาท
ธนาคารกรุงเทพ 18,156 ล้านบาท
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท
ธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท
ธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท
ธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท
ธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 500 ล้านบาท
ธนาคารยูโอบี รัตนสิน 492 ล้านบาท
ธนาคารออมสิน 15,748 ล้านบาท
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 ล้านบาท
บลจ.กสิกรไทย 208 ล้านบาท
บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท
บลจ.แอสเซทพลัส 172 ล้านบาท
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน 2,722 ล้านบาท

ภาค2
หลังจากที่อัยการ นำคำฟ้องจำนวน 124 หน้า ไปยื่นต่อศาลเพื่อให้ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชิวัตร เป็นจำนวนกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทในวันที่ 25 ส.ค.51 แล้ว อัยการยังได้นำเอกสารหลักฐานจำนวน 180 ลัง กว่า 600 แฟ้ม จำนวน 240,000 แผ่น ซึ่งต้องใช้รถบรรทุก 6 ล้อขนไป

เราจะไปดูรายละเอียดบางส่วน ที่คตส.รวบรวมอันปรากฏอยู่ในสำนวนฟ้องของอัยการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการคอรัปชั่น อันได้มาซึ่งทรัพย์สินจำนวนมหาศาล แม้ผู้ถูกร้องจะระบุว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการเล่นการเมืองก็ตาม แต่หากจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็จะคงมีเพียงครอบครัวหนึ่ง และเหล่าบริวารได้เสวยสุขบนกองเงินมหึมา ที่เล่นแร่แปรธาตุไปจากภาษีอากรของคนไทยทุกคน

สาระสำคัญที่อัยการสั่งฟ้องก็คือ

"ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน"


ในรายละเอียดของคำฟ้อง แสดงให้เห็นถึงกลอุบายอันแยบยลที่พ.ต.ท.ทักษิณและพวกพ้อง กระทำการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของชาติ กล่าวคือ เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2544-มีนาคม 2548 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดโดยที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรส (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ถือหุ้นแทนจำนวน 458,550,000 หุ้น น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาว ถือหุ้นแทนจำนวน 604,600,000 หุ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ถือหุ้นแทนจำนวน 20,000,000 หุ้น และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นแทนจำนวน 336,340,150 หุ้น โดยที่บริษัท ชินคอร์ป เป็นบริษัทได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาจากรัฐ ซึ่งเป็นการฝ่าผืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540, พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.32, 33 และ 100 ซึ่งมีความผิดอาญา ม.119 และ 122

เอื้อประโยชน์ชินและบริษัทในเครือ

ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ สั่งการ มอบนโยบาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐภายใต้บังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของผู้ถูกล่าวหากระทำการที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัทในเครือเป็นจำนวนมาก คือ

1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต โดยมีการตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม โดยให้นำค่าสัมปทานมาหักกับภาษีสรรพสามิต อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของผู้ถูกกล่าวหาและพวกพ้อง อีกทั้งยังมีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 20 – 50 ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องรับภาระมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิมมีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีของตนได้ พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นกีดกันระบบโทรคมนาคมเสรีอย่างแท้จริง ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาประกอบกิจการแข่งขันกับบริษัท เอไอเอส

แก้ไขสัญญามือถือ

2.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 6 ) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) ให้กับบริษัท เอไอเอส ซึ่งจากการจัดทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญา (ครั้งที่ 6 )ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเอไอเอส จ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ให้แก่ บริษัท ทศท ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คงที่ตลอดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 จากเดิมที่ต้องจ่ายตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นแบบก้าวหน้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543-30 กันยายน 2548 และในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548-30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

3.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท เอไอเอส การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท. และบริษัท กสท.ไม่น้อยกว่า 18,970,579,711 บาท กลายเป็น บริษัท เอไอเอส จะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่งบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอไอเอส ดังนั้นผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับดังกล่าวจึงตกกับหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั้งได้มีการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์

แก้ไขสัมปทานดาวเทียม

4.กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR, การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทคม และการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเช่าช่อสัญญาณต่างประเทศ อันเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ชินแซท

ปล่อยเรา้พม่าซื้อสินค้าชินฯ

5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่าเรา้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซท โดยเฉพาะ ซึ่งครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงค์ให้วงเงินก็ 3,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลสหภาพพม่า แล้วต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินเรา้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า โดยให้เรา้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซท ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวชินวัตรกับพวกมีผลประโยชน์ถือหุ้นอยู่ ในการให้ได้รับงานจ้างพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า

แก้กฎหมายเอื้อบริษัทครอบครัว

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้ารัฐบาลในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เสนอกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.เป็น พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 ที่เป็นผลให้บริษัท ชินคอร์ป ซึ่งประกอบธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมสามารถมีผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลต่างด้าวได้ไม่เกินร้อยละ 50 โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับให้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 โดยปรากฏว่าในวันที่ 23 มกราคม 2549 ก็ได้มีการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯจำนวน จำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดโดยที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรส เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อ นายพานทองแท้, น.ส.พินทองทา บุตรชาย และบุตรสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาว และ นายบรรณพจน์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นแทน ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวม 69,722,880932.05 บาท

ซึ่งตั้งแต่ 2546 – 2548 บริษัท ชินคอร์ปฯ ได้จ่ายเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าวรวมเป็นเงินจำนวน ทั้งหมด 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และเป็นกรณีที่ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ม.80

สุดท้าย อัยการขอให้ศาลออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ มาพิจารณาพิพากษายึดทรัพย์สิน เป็นเงินที่ได้มาจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯ จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งนิติบุคคลต่างด้าว เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวม 69,722,880932.05 บาท และเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 6,898,722,129 รวมเป็นที่ได้รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากร่ำรวยผิดปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ

ต่อมาในวันวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดีดังกล่าว และให้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดีในวันที่ 25 ธ.ค.ปีเดียวกันเป็นการนัดพร้อมเพื่อกำหนดกระบวนการพิจารณาคดีตามขั้นตอน

ภาค3
ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เริ่ม"ดิ้น" เพื่อที่จะทวงเงินจำนวนมหาศาลคืน โดยเริ่มด้วยการ"จดทะเบียนหย่า"กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาที่ต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุล"ดามาพงศ์" อันเป็นสกุลเดิมแทน แต่เรื่องนี้ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อรูปคดี ซึ่งอัยการระบุไว้ชัดเจนว่า "ประเด็นการหย่าแล้วจะเป็นเหตุผลให้คุณหญิงพจมาน ยื่นคำร้องค้านและขอให้ศาลฎีกาฯสั่งแยกทรัพย์สินในส่วนของตัวเองออกจากส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ได้ เพราะทั้งสองเคยให้การกับ ป.ป.ช.ว่า ได้โอนขาดหรือโอนพราง หรือขายให้โดยมีค่าตอบแทนไปแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะต้องพิสูจน์ ส่วนคุณหญิงพจมาน อาจจะมาเป็นพยานให้ก็ได้ รวมทั้งการหย่าแม้จะทำให้ทั้งสองสามารถทำนิติกรรมเพียงลำพังได้ แต่ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องของเพิกถอนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ได้"

นอกจากนี้ ยังมีข้อปลีกย่อย ที่ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามที่จะถ่วงดุลคดียึดทรัพย์ ด้วยการให้นายตำรวจระดับสูงผู้หนึ่งออกมาให้ข่าวตอบโต้ว่า อาจจะดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ให้การสนับสนุน เพื่อให้ป.ป.ง.ดำเนินการยึดทรัพย์บ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะป.ป.ง.ระบุชัดเจนว่า ต้องยึดหลักข้อกฎหมายเป็นสำคัญ ส่วนจะให้ไปตรวจสอบ ทรัพย์สินของใคร เพื่อหวังผลทางการเมืองนั้น ป.ป.ง.จะไม่ดำเนินการ

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 51 พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายเวลาคัดค้านคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่น ออกไปอีก 30 วัน โดยอ้างว่า พยานหลักฐานของฝ่ายอัยการมีมาก ไม่สามารถยื่นคัดค้านได้ทัน ซึ่งศาลก็ปราณี ขยายเวลาให้ตามที่ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณร้องขอ แต่ครั้นถึงกำหนดเวลาที่จะฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณจะต้องยื่นคัดค้าน ก็กลับขอขยายเวลาออกไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ศาลไม่หลงกล โดยให้เหตุผลว่า ให้เวลามาพอสมควรแล้ว จึงให้เริ่มการพิจารณาคดีได้ ขณะเดียวกัน ฝ่ายนคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ก็ให้ทนายความขอศาลขยายเวลาการยื่นคัดค้านออกไปอีกถึง 2 ครั้งเช่นกัน ซึ่งศาลก็ให้โอกาส

ครั้นวันที่ 20 ม.ค. 52 ทนายความได้ยื่นคำคัดค้านของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ โดยยืนยันว่า "เงินและหุ้นซึ่งถูกฟ้องนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นผลจากการกระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง"

หลังจากที่บุตรชายบุตรสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นคัดค้านไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังไม่ละความพยายามที่ยื้อคดีให้ออกไปได้นานที่สุด โดยให้ทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้งว่า จะขอแถลงเปิดคดี ผ่านทางระบบการประชุมทางจอภาพ (VIDEO CONFERENCE) มาจากต่างประเทศ แต่ทว่า ศาลไม่อนุญาต โดยระบุว่า ไม่มีเหตุอันควร พร้อมทั้งสั่งให้จัดทำแถลงเปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งต่อศาลภายใน 15 วัน ก่อนนัดพิจารณาครั้งแรก ถัดมาอีกเพียงแค่วันเดียว หลังจากที่ศาลไม่อนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงเปิดคดีผ่านระบบ VIDEO CONFERENCE ไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพยายาม ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้รับมอบอำนาจของตน เป็นผู้แถลงเปิดคดีด้วยวาจาอีก แต่ไม่สำเร็จ ศาลสั่งยกคำร้อง และสั่งทำคำแถลงเปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งนัดไต่สวนพยานฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งแรกในวันที่ 16 ก.ค.52

ในการไต่สวนพยานนัดแรก ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ให้นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความ เบิกความคัดคต้านเป็นคนแรก โดยระบุว่า คณะของ คตส.ที่ไต่สวนคดีนี้ มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ขึ้นเปบิกความเป็นลำดับที่ 2 ใจความสรุปว่า การโอนหุ้นชินคอร์ป ไปยัง “แอมเพิลริช” ถูกต้องตามระเบีบบ ก.ล.ต.เงินที่ได้จากขายหุ้นเทมาเส็กบริสุทธิ์ ควรตกเป็นของผู้ถือหุ้นเดิม ทั้งยังสระบุในตอนท้ายว่า ครอบครัวชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นไต่สวนของอนุกรรมคณะกรรมการตรวจสอบกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหานำทนายความ และพยาน ซึ่งเป็นเครือญาติ เข้าให้การและรับฟังการสอบสวน รวมทั้งอนุ คตส.ตั้งคำถามเพื่อให้พยานของครอบครัวชินวัตร ตอบอย่างที่ อนุ คตส.ต้องการ

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานจากฟากของพ.ต.ท.ทักษิณเอง ที่ยื่นหลักฐานการโอนขายหุ้นเทมาเส็ก ซึ่งถูกระบุว่า เป็นของนายพานทองแท้ กับน.ส.พิณทองทานั้น แต่การเซ้นการโอนขายหุ้นดังกล่าว ที่ถูกนำไปยื่นต่อก.ล.ต. กลับปรากฏชื่อ T.SHINAWATRA เป็นผู้เซ็น โดยเมื่อไล่ชื่อคนในตระเราล"ชินวัตร"แล้ว ชื่อภาษาอังกฤษของคนในตระเราลที่ขึ้นต้นด้วยตัว T มีเพียง "ทักษิณ ชินวัตร"คนเดียวเท่านั้น!

หลายฝ่ายหลายคนที่ขึ้นเบิกความเป็นพยานให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์จำนวนมหาศาลในครั้งนี้ จนกระทั่งถึงคิวของน้องสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเบิกความยืนยันว่า ซื้อหุ้นจากพี่ชายด้วยตัวเอง ไม่ได้ถือหุ้นแทน ขายหุ้นได้เงินไปลงทุนปล่อยเรา้ สร้างบ้าน ไม่ได้คืนให้พี่ชาย แต่กลับถูก คตส.อายัดถึง 337 ล้าน

ในตอนท้ายของการขึ้นเบิกความ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และไม่สามารถกลั่นน้ำตาไว้ได้ โดยเธอระบุว่า “ตั้งแต่วันแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเข้ารับใช้ชาติ พี่น้องในครอบครัวต่างคัดค้านไม่อยากให้ลงมาเล่นการเมือง เพราะมีความกดดันมาก แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังยืนยันทำเพื่อชาติ จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 ถูกทหารปฏิวัติ จากคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ กลับถูกกล่าวหาว่า เป็นคนทุจริตคดโกง รวมไปถึงญาติพี่น้องไม่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างอบอุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีแม้ที่อยู่ในประเทศ ดิฉันไม่ใช่นักการเมือง ยังถูกผลกระทบเล่นงาน นับตั้งแต่ที่พี่ชายและครอบครัวถูกกล่าวหา ก็มีหมายเรียกให้ดิฉันไปเป็นพยาน แต่สิ่งที่ คตส.ทำแตกต่างกับคนอื่น ไม่ยอมให้คนครอบครัวชินวัตรนำทนายความเข้าร่วม ดิฉันต้องถูกคน 7-8 คน รุมถามด้วยคำถามนำ อยู่นานถึง 9 ชั่วโมง หุ้นทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ มีก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และดิฉันก็ซื้อหุ้นนั้นมาด้วยความสุจริต คตส.ไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์ทรัพย์ การพิสูจน์ทรัพย์ จึงยังไม่สมบูรณ์หรือสิ้นสุด ขอศาลให้ความเป็นธรรมด้วย”

ถัดมาไม่นาน นายสมบูรณ์ คุปติมณัส ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และมูลนิธิไทยคม ในฐานะผู้คัดค้านที่ 17 ก็ขึ้นเบิกความ โดยยังระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ขายหุ้นให้บุตรชายบุตรสาวและญาติ ก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และแจ้งให้ป.ป.ช.ทราบแล้ว ตั้งแต่ปี 2548 แต่หลังรัฐประหารกลับถูกเล่นงาน

ทนายความผู้นี้ ยังเบิกความแก้ต่างที่ คตส.ตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการทำหลักฐานตั๋วสัญญาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นและเงินยืมค่าเพื่มทุนย้อนหลังเพื่อแก้ข้อกล่าวหานั้นด้วยว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตั๋วใบเดิมที่ลงสถานว่าสั่งจ่ายให้ “นางพจมาน” สูญหายไป จึงได้จัดทำขึ้นใหม่และเปลี่ยนสถานใหม่ว่าเป็น “คุณหญิงพจมาน” เท่านั้นแต่มูลค่าเท่าเดิม ส่วนที่ไม่แจ้งความ เพราะเห็นว่าตั๋วสัญญาลงชื่อให้คุณหญิงพจมานเพียงคนเดียวที่มาขึ้นเงินได้ หากเป็นคนอื่นก็จะต้องถูกจับติดคุก อีกทั้งหลักฐานทางการเงินไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้

3 ก.ย.52 นายพานทองแท้ ชินวัตร ในฐานะผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกอายัดเดินทางเข้าเบิกความ ยืนยันการซื้อขายหุ้นถูกต้อง มีการชำระเงินจริง ไม่ได้เป็นนอมินีถือหุ้นแทนผู้บังเกิดเกล้า ทั้งยังเบิกความสรุปว่า กาารไต่วนของคตส.มักใช้คำถามชี้นำ เมื่อยังตอบไม่จบ ก็มักสรุปว่า อย่างนั้นอย่างนี้

ถัดมาอีก 12 วัน เป็นคิวการขึ้นเบิกความของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ในฐานะพยาน โดยยืนยันถึงเรื่องขายหุ้นให้ "พานทองแท้ ชินวัตร และบรรณพจน์ ดามาพงศ์" เป็น ซื้อขายกันจริงไม่มีอำพราง ทั้งยังเบิกความในตอนท้ายด้วยว่า "ไม่เห็นด้วยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะลงเล่นการเมือง แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านได้ ไม่เคยมอบเงินสนับสนุนพรรคพลังธรรมและไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีข้อตกลงอะไรพิเศษหรือไม่ หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นตำแหน่ง ต่อมาเมื่อปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาขอเงินพยานและก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แม้พยานจะเป็นผู้สนับสนุนให้เงินบริจาคพรรคไทยรักไทย แต่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารพรรค ไม่มีตำแหน่งใดๆในพรรค และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการในฐานะภริยาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังไม่เคยได้รับผลตอบแทนใดขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารราชการแผ่นดิน ภายหลังพยานและ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้จดทะเบียนหย่ากันที่ประเทศฮ่องกง โดยทำข้อตกลงกันว่าทรัพย์สินที่มีชื่อใครก็ให้บุคคลนั้นไป ส่วนที่มีข่าวว่าประเทศอังกฤษได้อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ กว่า 100,000 ล้านบาทนั้นไม่เป็นความจริง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีทรัพย์สินในต่างประเทศ ส่วนบ้านพักในประเทศอังกฤษมูลค่า 200 ล้านบาทนั้นเป็นของพยาน"

การไต่สวนพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เวลานานร่วม 4 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.2552 ซึ่งการสืบพยานศาลกำหนดนัดไต่สวนสัปดาห์ละ 2 วัน โดยพยานที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ นำเข้าไต่สวนมีจำนวนกว่า 30 ปาก ซึ่งพยานหลักคือผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รวม 22 ราย ประกอบด้วยบุคคลในครอบครัว อาทิ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ, นายพานทองแท้, น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ และพยานอื่น เช่น นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจในการยื่นคำให้การคดีต่างๆ, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน และ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส ผอ.อาวุโสฝ่ายกฎหมายบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน). ซึ่งเคยเป็นผู้รับมอบอำนาจคุณหญิงพจมาน ยื่นซองประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษก รวมทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

ภาค4
ภายหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้ญาติและพวกพ้องขึ้นเบิกความคัดค้านการยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว ดูเหมือนว่า หนทางแห่งการชนะคดีจะริบหรี่ลงทุกวัน แม้ตัวเขาให้เหล่าญาติต่อสู้ตามขั้นตอนในชั้นศาลแล้ว ขณะเดียวกัน ยังมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่คอยสร้างความกดดันให้กับประเทศชาติด้วย

วันนี้ จะไปดูการปิดแถลงคดีของอัยการ ที่เชื่อมั่นว่า คดีนี้ จะไม่กลายเป็นมวยล้มค่อนข้างแน่นอน เพราะผลงานของอัยการที่ผ่านมาทั้งคดีกล้ายาง คดีหวยบนดิน ก็ทำให้คนไทยเคลือบแคลงสงสัยกันมาค่อนข้างประเทศแล้ว คดีนี้ จึงถือเป็นการ"เรา้หน้า"อัยการ อันเป็นทนายของแผ่นดิน ที่จะต้องทวงคืนทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ตกเป็นของแผ่นดินสืบไป

บ่ายวันที่ 9 ก.พ. 53 อัยการ สำนักงานคดีพิเศษ หอบคำแถลงปิดคดี 121 หน้าขึ้นแถลงปิดคดีต่อศาล เสมือนหนึ่งเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นครั้งสุดท้าย ใจความคำแถลงปิดคดีสรุปได้ว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 วาระลงวันที่ 9 ก.พ. 44 และวันที่ 9 มี.ค. 48 ได้ปกปิดการถือหุ้น บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัดมหาชน จำนวน 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มากจากการขัดกันระหว่าง ประโยชน์ส่วนบุคลและประโยชน์ส่วนรวม เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติคิดเป็นจำนวนกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาและ คู่สมรสยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงโดยปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พิณทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน

ในส่วนประเด็นข้อเท็จจริงแยกได้ 2 ประเด็น คือ การปกปิดอำพรางหุ้น ชินคอร์ปฯ กับ หุ้นบริษัทอื่นๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ปกปิดอำพรางการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ซึ่งบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคมจากรัฐ เมื่อ คตส. ตรวจสอบการถือครองหุ้น พบว่าบริษัทชินคอร์ป ได้รับสัมปทานโครงการดาวเทียมจากรัฐตามสัญญา ดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 11 ก.ย. 43 และบริษัทชินคอร์ปฯ ยังเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 42.90 ในบริษัทเอไอเอส

นอกจากนั้น บริษัท เอไอเอส ยังเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 90 ในบริษัทดิจิตอลโฟน และบริษัทชินคอร์ปฯ ยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเป็นนายกรัฐมนตรียังคงไว้ซึ่งหุ้น บริษัทชินคอร์ปฯ กล่าวคือวันที่ 10 เม.ย. 41 ก่อนเป็นนากรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ถือหุ้นจำนวน 32,920,000 หุ้น ขณะที่ นางพจมาน ชินวัตร(ภรรยาขณะนั้น) ถือหุ้น 34,650,000 หุ้น โดยเมื่อปี 42 มีการเพิ่มทุน ทำให้วันที่12 เม.ย. 42 พ.ต.ท.ทักษิณ มีหุ้นเพิ่มเป็นจำนวน 65,840,000 หุ้น ขณะที่ นางพจมาน มีหุ้น 69,300,000 หุ้น รวมหุ้นทั้งสองคิดเป็นจำนวน 48.75% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ต่อมาทั้งสองมีการโอนหุ้นดังนี้ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 42 พ.ต.ท.ทักษิณ โอนหุ้นจำนวน 32,920,000 หุ้น ให้แก่บริษัท แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด , 1 ก.ย. 43 พ.ต.ท.ทักษิณ โอนหุ้นให้แก่ นายพานทองแท้จำนวน30,920,000 หุ้น และ โอนหุ้นให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 2,000,000 หุ้น , 1ก.ย. 43 คุณหญิงพจมาน โอนหุ้นให้พานทองแท้ 42,475,000 หุ้น และ โอนหุ้นให้ นายบรรณพจน์ จำนวน 26,825,000 หุ้น และเมื่อ รวมกับที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนทำให้ นายบรรณพจน์ มีหุ้นทั้งสิ้น 33,634,150 หุ้น

ต่อมา วันที่ 24 ส.ค. 44 บริษัทชินคอร์ป จดทะเบียนลดมูลค่าหุ้นลงจากหุ้นละ 10 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท ทำให้ผู้ถือหุ้นแทนดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า เป็นดังนี้ นายพานทองแท้ ที่ถือหุ้นแทนจำนวน 733,950,000 หุ้น ต่อมาวันที่ 9 ก.ย.45 และ 17 พ.ค. 46 นายพานทองแท้ โอนหุ้นให้แก่ น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นแทน จำนวน 440,000,000 หุ้น คงเหลือหุ้นในนามของนายพานทองแท้ จำนวน 293,950,000 หุ้น, นายบรรณพจน์ถือหุ้นแทนจำนวน 336,340,150 หุ้น , นางสาวยิ่งลักษณ์ ถือหุ้นแทน 20,000,000 หุ้น บริษัทแอมเพิลริชฯ ถือหุ้นจำนวน 329,200,000 หุ้น ต่อมา20 ม.ค.49 บริษัท แอมเพิลริช โอนหุ้นให้ น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นแท่นจำนวน 164,600,000 หุ้น และ โอนหุ้นให้ นายพานทองแท้ ถือหุ้นแทนอีก จำนวน 164,600,000 หุ้น

สรุปได้ว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจน์มาน ภรรยา มี ถือหุ้นแทน ดังนี้ 1.นายพานทองแท้ จำนวน 458,550,000 หุ้น 2.น.ส.พิณทองทา จำนวน 604,600,000 หุ้น 3.นายบรรณพจน์ จำนวน 336,340,150 หุ้น และ 4. น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 20,000,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 1,419,490,150 หุ้น โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของนายบรรณพจน์รวมถึงการโอนหุ้นให้แก่นายพานทองแท้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายบรรณพจน์ นั้นเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายกันจริง แต่เป็นการทำให้บุคคลอื่นเชื่อว่ามีการซื้อขายเท่านั้น และตั๋วสัญญาใช้เงินเชื่อว่าเป็นการจัดทำขึ้นภายหลัง หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน

บริษัท แอมเพิลริชฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว ได้ระบุว่า ได้ขายหุ้นของบริษัทให้แก่นายพานทองแท้ ในราคา 1,000,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 43 มีเพียงหนังสือของนายพานทองแท้ โดยลำพังเท่านั้น ที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง 6 ปี จึงมีการมาแจ้ง แต่เมื่อ ก.ล.ต.ตรวจสอบ พบข้อเท็จจริงเพียงว่า นายพานทองแท้ ที่ยอมรับว่า ได้ซื้อและเข้าถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ที่สนับสนุนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โอนหุ้นให้แก่ นายพานทองแท้จริง สอดคล้องกันกับการตรวจสอบของ ดีเอสไอ. และ ก.ล.ต. ที่มีหลักฐานว่า บริษัทวินมาร์ค จำกัด เป็นนิติบุคคลอำพราง การถือหุ้น หรือนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจน์มาน เมื่อหุ้นชินคอร์ปฯ ที่ถือโดยบริษัท แอมเพิลริช และ หุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยบริษัท วินมาร์ค มาฝากรวมกันที่ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากทม. เมื่อวันที่ 21 ส.ค.44 จึงทำให้หุ้นมีมูลค่า เกินกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว แสดงว่า ในเดือน ส.ค.44 พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของบริษัท แอมเพิลริชฯ อยู่ ที่อ้างว่า ได้โอนขายให้แก่ นายพานทองแท้เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.43 นั้นฟังไม่ขึ้น ซึ่งการชำระเงินค่าซื้อขายหุ้นเป็นการจ่ายเงินผ่านบัญชีของคุณหญิงพจน์มานทั้งสิ้น

ดังนั้น หลักฐานจากการไต่สวนหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวนกว่า ร้อยละ 48 ที่จำหน่ายได้ ยังเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจน์มานที่มีผู้มีชื่อดังกล่าวถือหุ้นไว้แทน การที่ พ.ตท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 วาระ นั้นยังคงถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้น และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวแก่ ป.ป.ช. ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.49 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้แก่ กลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศ สิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ บริษัท แอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 46-48 บริษัทชินคอร์ปได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร

นอกจากนี้ จากพยานหลักฐานยังฟังได้ว่า บริษัท วินมาร์ค และบริษัท แอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้บุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน โดยการซื้อขายกันนั้นเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอันมาก และการซื้อขายจะไม่มีการชำระเงินจากผู้ซื้ออย่างแท้จริง แต่จะใช้วิธียืมเงินผู้ขายหรือ ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยเงินปันผลทั้งหมดต้องส่งคืนให้กับ พ.ต.ททักษิณ และคุณหญิงพจน์มาน ทั้งหมด

คำแถลงปิดคดี ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ป และบริษัทในเครืออีก 5 กรณี คือ1. การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษี สรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฉบับลงวันที่ 27 มี.ค. 33 (ครั้งที่6) เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 44 ปรับลดอัตราส่วนแบ่ง รายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน 3. การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ฉบับลงวันที่ 27มี.ค.33 (ครั้งที่ 7) เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 45 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและ กรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัท เอไอเอส 4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการ ดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัท ชินแซทฯ 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า เรา้เงินจำนวน 4,000,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ

จึงขอศาลโปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1-6 , 9-16, 18 และ 20-22 และสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลอันเป็นทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้มาจากการกระทำ ที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม และได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน

ล่าสุด อัยการยังแสดงความมั่นใจว่า หากศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่สามารถไปฟ้องร้องต่อศาลโลก ตามที่เจ้าตัวเพ้อฝันได้อย่างเด็ดขาด หรือนี่ จะเป็นสัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดหนทางทางไปเสียแล้ว

พรุ่งนี้อวสานที่ ศาล นะ
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
210.246.86.133-10.11.3.198
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 8 นาฬิกา 20 นาที

 คำตอบที่  4 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
สาวก ลิ้ม จะมีความคิดว่า การนำกระทู้ที่ก๊อปมาโพสใว้หน้าหลัก อาจไม่พอเพียงจำต้องเอามาก็อปวางในการตอบกระทู้ แบบโดนคำสั่งที่ฝังชิบมา
จึงไม่แปลกที่โดนเรียกว่าขยะลิ้ม

จะตอบกระทู้กรุณาเอาความคิดเห็นกลั่นจากสมอง พิมพ์ข้อมูลเห็นต่างลงมานะครับขยะลิ้ม
ผู้ตอบ : ยึดกติกา
117.47.82.240-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 9 นาฬิกา 22 นาที

 คำตอบที่  5 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
ถ้านายไม่เบาปัญญานะ ข้อความที่นำมาดังกล่าวนั้น ก็อปหรือไม่ก็อป มันก็เปนข้อเท็จจริง บอกแล้วว่า พูดร้อยครั้งก็ยังเหมือนเดิมร้อยครั้ง เพราะเป็นข้อเท็จจริง

ถามหน่อยว่ามันมีปัญหาอะไรเหรอกับข้อความยาวๆ หรือสมองนายไม่ที่บรรจุพอ

แต่พวกนายก็ก้อปสิ่งโกหกแล้ว ออกมาแหกปากบอกต่อต่อกันไม่ใช่เหรอ สาวก ทักษิณ อริสมันท์ ขี้ตู่ วีระ ณัฐวุฒิ

พรุ่งนี้คำพิพากษาออกมาเป็นร้อยหน้า นายคงคิดว่าก็อปมาอีกสิท่า เขลาเบาปัญญาเสียจริง คำพิพากษาต่อให้เอามาเป็นเล่มมาบอกต่อกัน มันก็เป็นข้อเท็จจริงตามนั้นนั่นแหละ นายยึดกติกาเบาปัญญาเอ๋ย
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
210.246.86.133-10.11.3.198
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 11 นาฬิกา 5 นาที

 คำตอบที่  6 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
นั้นเหระครับ ขยะ เข้าใจไม่ครับ คำว่าขยะ คือไม่มีประโยชน์ แถมเกะกะรกรุงรัง สร้างปํญหามลพิษ กระทู้ขยะที่ก็อปมาแม้นแต่สาวกโกเต๊กยังไม่อ่าน แล้วจะก็อปมาทำขยะทำไมละครับ ลองดูกระทู้ก๊อปมายาวของ คุณตอบหน่อยสิครับ ว่ามีคนอ่านจำนวนเท่าไหร่ มีคน ตอบ 0 คน ไม่เรียกขยะ จะเรียก อะไรละครับ อิอิ
ผู้ตอบ : ยึดกติกา
117.47.82.240-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 25 กุมภาพันธ์ 2553   เวลา 11 นาฬิกา 46 นาที


โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1.โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
รายละเอียดคำตอบ   
* รายละเอียด :  
การสร้าง Link และเน้นข้อความ
คลิกเพื่อเลือก สีเน้น

คลิกเพื่อเลือก Smilly
       

       

       

         
* ผู้ตอบ :     
E-Mail :  
WebSite :  
 
Captcha :   
*
ถ้าคุณเป็นสมาชิก คุณจะไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวครับ
เลือก Icon แทนบุคลิกของคุณ