รายละเอียดของคำถาม ไปหน้ารายการคำถาม    แก้ไขคำถาม   พิมพ์หน้านี้  ส่งหน้านี้ให้เพื่อน  
คำถาม :  ผลงานใน 1 ปี
รายละเอียด :  

   
วันนี้(23 ธ.ค.) เป็นวันที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะรัฐมนตรีมีกำหนดนัดแถลงผลงานในรอบ 1 ปีของรัฐบาล ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าจะต้องเน้นย้ำในเรื่องผลงานทั้งที่อ้างว่าสำเร็จและกำลังจะสำเร็จ รวมทั้งชี้แจงในเรื่องปัญหาและอุปสรรคที่ต้องเผชิญต่อไปในปีหน้า

แต่เพื่อความเป็นธรรมก็ต้องบอกว่าในภาพรวมก็ถือว่า “ใช้ได้” และเหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ดีในความใช้ได้ดังกล่าวก็ต้องแยกแยะออกมากล่าวถึงเป็นรายคนและรายนโยบายเท่านั้น ขณะที่อีกหลายกระทรวง หรือหลายรัฐมนตรีที่ไม่ได้เรื่องได้ราวต้องหยิบยกมาพูดถึงเช่นเดียวกัน

หากจะเริ่มจากนโยบายที่ได้ใจและสร้างความสุขให้กับชาวบ้านในวงกว้างก็ต้องเริ่มจาก นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของบรรดาผู้ปกครองเป็นอันมาก และถูกนำมาใช้ทั่วประเทศในช่วงเปิดเทอมและยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังวิกฤตพอดี แม้ว่าในระยะเริ่มต้นอาจมีปัญหาชุลมุนบ้าง แต่โดยรวมถือว่าใช้ได้

นโยบายต่อมาก็คือโครงการจ่ายค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)คนละ 600 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคนละ 500 บาท แม้ว่าจะเป็นเงินจำนวนน้อย แต่ก็ถือว่าเป็นขวัญกำลังใจ และเป็นจิตวิทยาผูกพันที่ดี

ขณะเดียวกันยังมีนโยบบายทีเด็ดที่เริ่มนำมาใช้เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันก็คือ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ที่รัฐบาลชุดนี้นำมาใช้แทนโครงการจำนำในอดีตที่ไม่ทั่วถึงและมีการทุจริตกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าจะเพิ่งนำมาใช้กับสินค้าเกษตรบางตัวเช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง แต่ก็ถือว่าได้ผลดีทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ทั่วประเทศไม่ขาดทุนจากการลงทุน ประกอบกับปีนี้และปีหน้าราคาสินค้าการเกษตรจะมีราคาดีถือว่าเป็นปีทองทำให้หลายคนเริ่มยิ้มกริ่มกันบ้าง

ล่าสุดกำลังมีโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นหนี้ได้พอหายใจหายคอได้บ้าง ซึ่งโครงการดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงของการลงทะเบียนยังไม่เสร็จสิ้น แต่เมื่อเห็นจากตัวเลขที่มาเข้าโครงการถือว่ามีจำนวนไม่น้อย แต่ในเมื่อยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมก็ยังไม่อาจนำมาประเมินได้ อย่างไรก็ดีถือว่ามีแนวโน้มที่ดีก็แล้วกัน

นี่คือโครงการและนโยบายเด่นๆที่คาดว่ารัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรีจะนำมาโชว์ให้เห็นผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมารวมไปถึงแนวทางการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นในปีหน้า

นั่นคือภาพบวกที่คงต้องนำมาขยายผลกันใหญ่โต

ขณะเดียวกันหากพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้ว นโยบายดังกล่าวที่ออกมาจนสามารถเค้นเป็นผลงานจนอาจลบล้างข้อโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมาจากการผลักดันของนายกฯอภิสิทธิ์ และ กรณ์ จาติกวณิช เป็นหลัก ซึ่งหากจะพ่วงอีกสักคนก็อาจหลับหูหลับตาใส่ชื่อ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปอีกคนหนึ่งก็ได้

อย่างไรก็ดีนั่นเป็นนโยบายและโครงการที่เป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล ขณะเดียวกันเมื่อมีด้านบวกก็ย่อมมีด้านลบ หรือประเภทไม่เอาไหน หรือเป็นตัวถ่วงก็ต้องพูดถึง เพราะหากพิจารณาในรอบ 1 ปีที่ผ่านมายังมีหลายกระทรวงและรัฐมนตรีหลายคนที่นอกจากไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว บางคนชาวบ้านไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่ามีคนชื่อนี้เป็นรัฐมนตรีร่วมอยู่ในคณะรัฐบาล กลายเป็นบุคคลที่โลกลืมไปเลย

ส่วนบางคนแม้ว่ามีชื่อเสียง สังคมรู้จักติดหูติดตา แต่กลายเป็นว่ามักจะออกมาในแนว “โหล่ยโท่ย” ไม่ได้ความ แถมหลายคนยังมีแต่เรื่องอื้อฉาวออกมาในโทนครหาทุจริตคิดไม่ซื่อเสียอีก

หากจะไล่เรียงกันไปทีละคน หรือเค้นมาเฉพาะเด่นๆ ก็นี่เลยเริ่มจากคนที่ใกล้ตัวนายกฯที่เป็นงานฝ่ายความมั่นคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯที่รับมอบอำนาจสำคัญแทนนายกฯดูแลความมั่นคงเต็มตัว แต่ลองถามชาวบ้านดูซิว่ามีผลงานให้เป็นที่ประทับใจอะไรบ้าง ซึ่งรวมไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็มาในโทนเดียวกัน

ถัดมาก็เป็น สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่แม้ว่าจะเห็นหน้ากันทุกวัน ชาวบ้านจำหน้าได้ แต่สำหรับผลงานในฐานะที่เป็นคนกุมสื่อของรัฐแต่ผลงานถือว่า “ไม่เอาอ่าว” ทั้งที่น่าจะเป็นคนที่มีส่วนสำคัญในการต่อกรกับ “เครือข่ายทักษิณ” โดยการใช้สื่อของรัฐชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ฝังหัวอยู่กับการ “ปลุกระดม” และมอมเมาสร้างภาพเพ้อฝันผิดๆจากนโยบายประชานิยม

ที่ผ่านมา สาทิตย์ ไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกหรือชี้แจงให้สังคมได้เข้าใจได้เลย ตรงกันข้ามมีแต่ตั้งรับ ทั้งที่ด้วยพลังของสื่อสารยุคใหม่ถือว่าเป็นความสำคัญในระดับต้นๆที่จะต้องถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

โดยรวมถือว่าทำผลงานได้น่าผิดหวังจริงๆ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯอีกคนที่ท่าดีทีเหลวก็คือ วีระชัย วีระเมธีกุล ตอนแรกก็บอกว่าจะมาดูแลในเรื่องการลงทุนในภูมิภาคเอเซีย เน้นจีนเป็นหลัก แต่ผ่านมาเป็นปีก็งั้นๆความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฎ

ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นที่ตอนแรกทำท่าน่าสนใจอย่าง วิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีท่าทางกระฉับกระเฉงพูดจาเป็นผู้เป็นคน แต่พอเจอไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่แถมด้วยเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตโครงการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์และการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆทำเอาเป๋ ไปไม่เป็นเหมือนกัน

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลไม่พูดถึงไม่ได้ คือ พรรคภูมิใจไทยที่แม้ว่าจะคุมหน่วยงานสำคัญทั้งพาณิชย์ คมนาคม และมหาดไทย น่าจะโชว์ผลงานได้เป็นกอบเป็นกำ แต่กลับกลายเป็นว่ามีแต่เรื่องอื้อฉาว อีกทั้งคนที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีไม่มีศักยภาพ ไม่เหมาะกับตำแหน่งมันจึงไปกันใหญ่

นั่นคือภาพรวมๆของรัฐบาลในมุมมองจากข้างนอกในรอบ 1 ปี ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถือว่าภายใต้สถานการณ์พิเศษที่ฝ่าย ทักษิณ โหมแรงป่วนเพื่อโค่นล้มให้ได้ตลอดเวลา ทำได้แค่นี้ก็ถือว่าโอเค และปฏิเสธความจริงไม่ได้ก็คือ รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของมวลชน และความศรัทธาที่มีต่อนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นอีกหลายคนนอกจากไม่มีประโยชน์ยังกลายเป็นตัวถ่วงเสียอีก

ดังนั้นในปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงชี้ชะตาตั้งแต่ต้นปี ถ้าไม่พังเพราะ นักโทษขี้โกงอย่าง ทักษิณ ไปก่อน ก็น่าจะเห็นหน้าเห็นหลังได้มากขึ้น แต่ดูแนวโน้มแล้วน่าจะผ่านไปได้ เพราะที่ผ่านมาหนักหนาสาหัสกว่านี้ยังลากถูลู่ถูกังกันมานานพอสมควร แต่ก็ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตหากเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งเมื่อใด เมื่อก็ล่องจุ๊นแน่นอน จำไว้ !!
ผู้ถาม : ตอบหน่อย
210.246.86.131-10.11.3.198
ส่งคำถามเมื่อ :  วัน พุธ ที่ 23 ธันวาคม 2552   เวลา 8 นาฬิกา 14 นาที

 คำตอบที่  1 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
คนโกงชาติ เป็นคนดีได้ไหม คนทำร้ายชาติคือคนดีไหม คนทำลายสถาบันใช่คนดีหรือ องคมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยพระองค์ท่านทรงพอพระไธยไม่ใช่หรือ แล้วxxxแดงเป็นใคร จุ้นจ้านอะไรกับพระองค์ท่าน ถ้าเก่งจริงดีจริงก็กลับมาสู้ซิหนีทำไม พอใครเค้าพูดไม่เค้าหูก็ฟ้องเค้าพึ่งศาลไทยเรียกค่าเสียหายรวมกันเป็นร้อยๆๆล้าน แต่พอตัวเองโดนฟ้องบอกศาลไทยพึ่งไม่ได้ไม่ยุติธรรม ช่วยตอบหน่อยนะคนดี
ผู้ตอบ : รักเงินทักษิณ
118.173.57.202-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 23 ธันวาคม 2552   เวลา 10 นาฬิกา 0 นาที

 คำตอบที่  2 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
ตีแผ่! วิธีการที่แกนนำ พธม. ใช้ในการชี้นำกองเชียร์ เปิดเผยเบื้องลึก

ตีแผ่! วิธีการที่แกนนำ พธม. ใช้ในการชี้นำกองเชียร์ เปิดเผยเบื้องลึก
แบบที่กองเชียร์ไม่เคยรู้มาก่อน
โดย เม็ดหินสีน้ำเงิน
ท่านเคยสงสัยหรือไม่ เหตุใด บุคคลรอบข้างท่าน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง
ถึงได้เชื่อ พธม.แบบทุ่มสุดตัว
แม้กระทั่งบุคคลระดับที่สามารคเรียกได้ว่าเป็น ปัญญาชน เหตุใดถึงได้คลั่ง
พธม. เสียมากมาย

ผมจะตีแผ่ วิธีการ ที่แกนนำ พธม. ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนคนเสื้อเหลือง
ให้หลงเชื่อ ถวายตัว ถวายหัว ทุ่มสุดตัว ทุ่มสุดใจ จากประสบการณ์
ที่เฝ้าดูพธม. ติดตามความเคลื่อนไหว และวิธีการที่ใช้ตลอดมา.

สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนโดยหน้าที่ บุคคลคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา
เรื่องทฤษฎีการสื่อสารมวลชน เขาได้นำมาใช้แทบทุกแง่มุม
ไม่ เว้นแม้แต่ สิ่งที่เป็นด้านมืดของสื่อมวลชน
เขาไม่ลังเลที่จะหยิบมันมาใช้
ถ้ามันเป็นวิธีที่ทำให้ไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ เขาจะใช้มันโดยทันที

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยกล่าวไว้ว่า
"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will
be believed."
"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"

นี่คือหลัก นี่คือหัวใจที่ สนธิ ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนมาโดยตลอด จาก
นั้นก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda) เพื่อที่จะสร้างระบบจิตวิทยามวลชน
อุปาทานหมู่ เพื่อชี้นำความคิดมวลบชนไปยังความต้องการของตน

เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda Techniques) อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล
สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ
ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัว
และคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น
รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย
เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล
ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์

ตัวอย่าง เช่น การโจมตีทักษิณว่าต้องการโค่นล้มสถาบัน
การลากโยงว่ามีความสัมพันธุ์ในเชิงชู้สาวกับนักร้องรุ่นลูก การว่าเป็น:-)
เป็นเทวทัตกลับชาติมาเกิด

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสุถาษิตไทยบทหนึ่งว่า
"อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว"

กระบวนการปราศัยของ แกนนำ พธม. จะมีวิธีการหนึ่งเรียกว่า
พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก โจมตีจุดเดียวในแต่ละวันที่ขึ้นเวที
เดี๋ยวมันก็เชื่อเอง
วิธีการ พธม. จะใช้คนพูดในระดับรองๆ ที่ไม่ได้เด่นดังมากนัก
ขึ้นพูดในช่วงเย็นๆก่อน เพื่อหยั่งกระแสดูท่าทีว่ากองเชียร์รู้สึกอย่างไร
ถ้า มีแนวโน้มว่าจะเชื่อเรื่องไหน วันนั้น คนพูดระดับแม่เหล็กคนต่อๆ มา
ก็จะพูดเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา กันทุกคน แต่จะทำให้ดูเหมือนมีระบบ ก็คือ
แต่ละคนจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละแง่ เช่นในแง่ของสังคม
ในแง่ของเศรษฐกิจ ในแง่ของวัฒนธรรม แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่
"เป็นการพูดเท็จ ซ้ำไปซ้ำมา" จนกระทั้งทำให้ความคิดของกองเชียร์เปลี่ยนไป
เช่น จากคิดว่า "ไม่ใช่" กลายเป็น "ลังเล" เข้าสู่ "ไม่แน่ใจ 50 50"
ผันไป "น่าจะใช่ 80 20" สุดท้าย "ใช่แน่ๆ 100%"

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945)
รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์
กล่าวว่า
"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ
"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie
than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"
การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย
แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ
มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่
ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว
เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง
จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ปฏิญญามือถือ เรื่องที่ฮาสุดคลาสิค
"ปฏิญญาฟินแลนด์" เป็นเรื่องที่โกหกได้ยิ่งใหญ่
แต่แหกตากองเชียร์ได้ผลมากมาย เกิดผลกับสังคมได้อย่างรุนแรงพอสมควร
กินเวลาอยู่หลายอาทิตย์ กว่าจะมีการออกมาแก้เกมส์ ว่าจริงๆ มันเป็นเรื่อง
"โจ๊กใส่ไข่ ใส่ผักชี" ลอง ดูปัจจุบันซิครับ มีใครคนไหนในแกนนำ พธม
กล้าเอ่ยเรื่องนี้บ้าง มีกองเชียร์คนไหนกล้าถกเรื่องนี้บ้าง แต่ละคน
"ทำเป็นลืม กันเสียหน้า" ว่าพลาดที่ไปเชื่อ

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ
และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู
เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง

เช่น ระบอบทักษิณ ทุนนิยมสามานย์ หรือแม้แต่กระทั่งชื่อ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ฟังดูดี ฟังว่าทำเพื่อประชาธิปไตย
ทั้งๆ ที่การกระทำนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง


5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ
ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ
ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูกฝ่ายธรรมะ
ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที
ในความเป็นจริงแล้ว เรามีแต่สีเทา จะเทามากหรือเทาน้อย
ก็แล้วแต่ว่าเงื่อนไขใด ในทางอุดมคติเราต่างก็แสวงหาความดี
ความถูกต้องตาม หลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ
เมื่อแกนนำให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่
จะหลงเชื่อในสิ่งที่แกนนำกล่าวอย่างง่ายดายและอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า
สิ่งที่แกนนำพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด "เราทำเพื่อพ่อ เราทำเพื่อสถาบัน
ใครไม่อยู่ข้างเรา มันผู้นั้น ทรยศต่อชาติ ราชบัลลังค์ ใช่ไม่ใช่พี่น้อง"
ทั้งๆ ที่ไม่เคยอะไรเชิงสร้างสรรค์ ในการแสดงออกเรื่องการรักสถาบัน
การรักชาติ ขนาดขบวนเสด็จยังไม่ให้ผ่าน ม๊อบไม่หลีกทางให้

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference :
ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ
การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนว คิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่
สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ
ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติหรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี
เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์
ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี
อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ แต่
การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ
ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ
จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน

ตัวอย่าง เช่น สนธิอ้างว่า ได้นั่งทางใน เป็นผู้วิเศษ ปะพรมน้ำมนต์
เพื่อให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูเป็นผู้วิเศษ
ตอกย้ำความเชื่อสาวกให้ศรัทธาเลื่อมใส และ
แกนนำพธม.มักจะอ้างหลักทางพุทธศาสนา ว่าพวกพธม. เป็นกองทัพธรรมที่สูงส่ง
แต่ทักษิณเป็นซาตาน เป็นเทวทัต กลับมาชาติมาเกิด แบบนี้อยู่เนืองๆ


7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน
การ บอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด
เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท
หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี
ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก
และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า
"ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้" "ก็นักวิชาการท่านโน้น ท่านนี้บอกมาอย่างนี้"

วิธี นี้เป็นวิธีที่ แกนนำ พธม.ใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการบอกไม่ครบ
แม้กระทั่งปัจจุบันยังนำมาใช้ในการบิดเบือนข่าวสาร โดยไม่ลงเนื้อหาให้ครบ
ทำให้คนเข้าใจผิดแม้กระทั่งในม๊อบ ก็ยังใช้วิธีการบอกต่อ แบบปากต่อปาก
ว่าแกนนำได้รับการสนับสนุนจากคนโน้นคนนี้ ว่าทักษิณทำอย่างโน้นอย่างนี้
แบบที่พูดบนเวทีไม่ได้พธม. จะมีหน่วยหน้าม้า กระจายข่าวในกลุ่ม
ในหมู่กองเชียร์ เพื่อชี้นำความคิดไปในทิศทางของตน

วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองเชียร์ พธม.
ที่หลงเชื่อเป็นอันมาก
มัน ทำให้ตรรกะของกองเชียร์บิดเบี้ยวโดยไม่รู้ตัว
กองเชียร์จะเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พธม. ด้วยกัน เป็นคนผิดหมด เป็นคนโง่
รู้ไม่เท่าทันเหมือนตนหนักเข้า กองเชียร์ก็จะโดนแกนนำโน้มน้าวว่าให้ปิดหู
ปิดตา ไม่ต้องดูสื่ออื่นๆ นอกจากสื่อที่แกนนำบอกให้ดู
ซึ่งกองเชียร์ก็เชื่อ ดูข่าวจากแหล่งเดียวและเชื่อโดยทันที
หรือแม้กระทั้งกองเชียร์บางคนกลาย เป็นคนใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี
คนที่ไม่เห็นด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยมี พฤติการ หรือนิสัยหยาบคายมาก่อน
กองเชียร์พร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับแกนนำ
โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ให้จนสุดตัว
บ้าจนหมัดตัว ทุ่มจนสุดใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัว สิ่งแวดล้อม สังคม
เพื่อนฝูงของกองเชียร์แฟนพันธุ์แท้เหล่านี้
ก็จะเหลือเพียงคนที่เป็นกองเชียร์ด้วยกันเท่านั้น เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
ที่เคยคบหากันด้วย ต่างก็หลบลี้หนีหน้า

มันช่างน่าสงสารเสียจริงๆ รักชาติจนป่นปี้ รู้ทันจนบรรลัย...

*ข้อสังเกต บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของ พธม. ที่หลงเหลืออยู่ พวกเหนียวแน่น
จะมีคุณสมบัติหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือ เป็นพวก รู้แบบครึ่งๆ กลางๆ
รู้ไม่จริง ซะเป็นส่วนมาก และใครแตะต้องวิจารณ์แกนนำไม่ได้เด็ดขาด
จะต้องปฏิบัติการโต้ตอบแบบอดรนทนไม่ไหว ตามแต่วิธีการ
ผู้ตอบ : นปช กระบี่
118.173.50.41-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 23 ธันวาคม 2552   เวลา 23 นาฬิกา 3 นาที

 คำตอบที่  3 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
ตอบคำตอบที่ 2
ท่านได้ถามว่าทำไมกลุ่มชนชั้นกลางได้ทุ่มสุดตัวในการที่เชื่อแกนนำ พธม.

คำตอบมันตอบในตัวอยู่แล้วในบรรทัดต่อไปว่า ชนกลุ่มนั้นเป็นปัญญาชนสามารถมีความคิดที่แยกแยะชั่วดีได้

ผมไม่สนใจหรอกครับสำหรับทฤษฎีที่คุณกล่าวอ้างต่างนาๆ ซึ่งผมถือว่ามันเป็นแค่ทฤษฎีที่ไร้การปฏิบัติโดยเฉพาะตัวท่านเอง เอาละ! มาดูกันง่ายๆเลย เป็นเวลา 4- 5 ปีมาแล้วที่กลุ่มทรราชเสื้อแดงได้ทำลายบ้านเมืองมาก็เพราะเป็นเครื่องมือให้นักโทษทักษิณ ที่ยังหวงเงินที่โกงประเทศมา7.6หมื่นล้านบาท ถามว่าหากตัวเขาเองไม่มีสิ่งผูกพันกับเงินก้อนนี้ เขาจะทำไปทำไม เพื่ออะไร และตลอดมาที่ผ่านทั้งถ่อยและเถื่อนซึ่งไม่เคยมีมาก่อนของนักการเมืองที่สถุน มันเป็นยุคของนักการเมืองที่เลวที่สุดที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อแลกกับเงินโกงประเทศ
ส่วนเสื้อเหลืองนั้น เมื่อมันมีกลุ่มคนที่ทำลายชาติบ้านเมืองก็มีกลุ่มคนที่เรียกได้ว่า ดี ออกมาปกป้องชาติบ้านเมือง ถึงแม้ท่านจะมองว่านักการเมืองชั่วไม่เห็นทำอะไรเลยที่บอกว่าชั่ว ถูกต้องครับ เขาไม่ได้เอามีด ดาบ ปืน ออกมาไล่ฆ่าประชาชน อย่างที่ได้บอกว่า ชั่ว แต่มันเป็นการฆ่าประชาชนโดยทางอ้อมที่โกงกินภาษีประชาชน ฉ้อโกงโดยนโยบายในด้านเศรษฐกิจ งบประมาณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรามองไม่เห็นหรอกครับ แค่บอกว่าโกงกินในเชิงนโยบายท่านยังงเป้นไก่ตาแตกแล้ว ชาวบ้านไม่เข้าใจหรอกครับโดยเพาะสมองอย่างท่าน มันก็เลยเกิดกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นคนเสื้อเหลืองที่เข้าใจในการทำหน้าที่ของกลุ่มนักการเมืองชั่ว แล้วคุณบอกว่าเขาเป็นสื่อ นั่นแหละครับที่ผมบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ว่าแกนนำมาสื่อ เพราะสื่อเป็นกระจกบานแรกที่สะท้อนให้เห็นการทำงานของนักการเมืองที่ชัดเจนอยู่แล้ว โดยปกติหน้าที่มันเป็นอย่างนั้น แต่การที่รัฐบาลชั่วมันคุมสื่อมันซื้อสื่อทั้งหมดให้กลายป็นเครื่องมือให้มัน ประชาชนทั่วไปก็เลยไม่ทราบข้อมูลอย่างนั้น แต่คนเสื้อเหลืองเขาทราบข้อมูล ที่มาที่ไป กลไกกลวิธีในการทำความชั่วแล้วแต่แผ่ออกมาเป็นฉากฉาก และเป็นคานที่จะงัดอำนาจกับอำนาจชั่วได้ และแล้วประชาชนที่หูตาสว่างเขาก็วิเคราะห์ข้อมูลด้วยปัญญาของเขาเองว่าอะไรถูกอะไรผิด อย่างที่ท่านบอกว่า ชนชั้นกลางเป็นปัญญชน สุดท้ายเขาก็ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองชั่วและสื่อที่ถูกซื้อตัวโดยเฉพาะสรยุทธที่แหกปากออกช่อง3และไอทีวีในยุคนั้น และจะบอกให้รู้ไว้นะว่ากาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความดีกับความเลวเอง ซึ่งเรื่องทุกอย่างนี้มันจะจบในเวลาอันไกล้ไม่นานนี้และคงไม่เกินปี55 แน่นอน ใครดีอยู่ ใครชั่วต่อบ้านเมือง...........
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
210.246.86.133-10.11.3.198
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 24 ธันวาคม 2552   เวลา 8 นาฬิกา 8 นาที

 คำตอบที่  4 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
เหลืองขี้ คลั่ง เอาแค่เรื่องโกง ชุมชนพอเพียง กับ ไทยเข้มแข็งก็ตอบอะไรไม่ได้แล้ว ผลงานไม่มี ดีแต่โฆษณา ยังไงชาวงผลัดแผ่นดิน มันก็ต้องวุ่นกันทุกประเทศ
ผู้ตอบ : กต
118.173.53.197-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 24 ธันวาคม 2552   เวลา 10 นาฬิกา 28 นาที

 คำตอบที่  5 แก้ไขคำตอบโดยเจ้าของคำตอบเท่านั้น  กลับด้านบน  
รายละเอียด :  

   
รัฐบาลสร้างภาพลวงตาเอาเป็นว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจในกระบี่ดีหรือไม่ทุกคนก็รู้เต็มอกดูแลคนชราที่เห็นเป็นรูปธรรมก็มี "ยายไฮ" คนเดียวแถวราชบุรียังคอยเงินอยู่เลย
ผู้ตอบ : ยุบสภา
118.173.50.62-
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพฤหัสบดี 24 ธันวาคม 2552   เวลา 10 นาฬิกา 52 นาที


โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1.โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฏหมาย ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 หรือกฏหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
รายละเอียดคำตอบ   
* รายละเอียด :  
การสร้าง Link และเน้นข้อความ
คลิกเพื่อเลือก สีเน้น

คลิกเพื่อเลือก Smilly
       

       

       

         
* ผู้ตอบ :     
E-Mail :  
WebSite :  
 
Captcha :   
*
ถ้าคุณเป็นสมาชิก คุณจะไม่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวครับ
เลือก Icon แทนบุคลิกของคุณ