คำถาม :  โพสข้อความเทิดพระเกียรติ โดย ช.พัน.๔๐๒ร้อย๒
รายละเอียด : 1 ทำความดีวันละนิดเพื่อในหลวง
2 ทำดีตอบแทนพ่อหลวง
3 ทำดีวันละนิดละหน่อยเพื่อตอบแทนพ่ออยู่หัวเรา
4 เรา ช.พัน ๔๐๒ ร้อย ๒ขอให้พระองค์ทรงร่างกายแข็งแรง
5 เรา ช.พัน.๔๐๒ ขอสิ่งสักสิทธิ์ทั่วกลโลก ขอให้พ่ออยู่หัวอยู่คู่คนไทยสืบไป
6 เรา ช.พัน.๔๐๒ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญสืบไป
7 เรา ช.พัน.๔๐๒ ขอให้พระองค์ทรงพลานามัยที่สมบูญ
8 เราช่วยกันทำในสิ่งที่ดีๆเพื่อในหลวงเราสืบไป
9 เราชาวไทยควรยึดแบบอย่างเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลพระบาทนำมาปฏิบัติให้เกิดผลแก่ตนเอง สังคมและประเทศชาติ
10 เราชาวไทยจงร่วมใจกันถวายความจงรักภักดีให้กับในหลวงของเรา
11 เราชาวไทยทั้งหลายต้องให้ความเคารพและเทิดทูนไว้สูง
12 เราทำความดีแล้ว เราจงชักชวนคนอื่นทำความดีด้วย เพื่อตอบแทนในหลวงเรา
13 เราทุกคนรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป
14 เราไทยร่วมใจกันทำความดีตอบแทนในหลวง
15 เราไทยร่วมใจกันประหยัดตอบแทนพ่อหลวงสืบไป
16 เราเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง
17 เรายอมป่วยแทนในหลวง
18 เราช่วยกันทำในสิ่งที่ดีๆเพื่อในหลวงเราสืบไป
19 “เพียงพอ” “พออยู่พอกิน” จงทำตามพระราชดำรัชของพ่ออยู่หัวเพื่อตอบแทนในหลวงเรา
20 ๓ สถาบันหลักของชาติไทยเป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษของเรา
21 การที่เราพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติไว้นั้นมิใช่เพียงเพื่อตัวของเราเองเท่านั้น แต่เป็นการรักษา
22 ขอพระองค์ท่านทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
23 ขอให้คนไทยทุกคนมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นพลเมืองของพระองค์
24 ความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เท่านั้นที่จะทำให้ไทยได้ร่มเย็นและเป็นไท
25 ความจงรักภักดีต่อสถาบันอันสูงสุด ถือว่าเป็นหน้าที่หนึ่งของคนไทยทุกคน
26 ความเสียหายของชาติจะบานปลาย ถ้าคนไทยขาดความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์
27 โครงการตามแนวทางพระราชดำริ ในการพิทักษ์รักษ์ ธรรมชาติสำคัญยิ่ง เพราะหากธรรมชาติไม่สมดุล
28 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งของประเทศ
29 จากความแห้งแล้งกลับกลายมาชุ่มชื้น จากผืนทรายกลับกลายเป็นดิน ด้วยพระบารมีของทั้ง สองพระองค์
30 จากความแห้งแล้งกลับกลายมาชุ่มชื้น จากผืนทรายดิน ด้วยพระบารมีของทั้ง สองพระองค์
31 ทั่วโลกยกย่องชื่นชมยินดีกับบารมีของพระองค์ แล้วเราคนไทยยังจะมาค้นหาคำตอบอะไรกันอีกหรือ
32 ทุกโครงการตามแนวทางพระราชดำริที่พระองค์ทรงพระราชทานล้วนแต่เป็นประโยชน์สุขแก่ปวงชนชาวไทย
33 ไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของประเทศมาช้านาน ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งชาติ
34 ธงชาติไทยมี ๓ สี แต่ละสีมีความหมาย ช่วยไทยรักสามัคคี
35 ในหลวงของเราทรงเป็นมหาราชผู้ทรงธรรม ย่อมนำความเจริญร่มเย็นมาสู่ปวงชนชาวไทย
36 ในหลวงพระองค์ทรงงาน หนักและเหนื่อย เพื่อราษฎรของพระองค์กลับกลายเป็นสุข
37 ในหลวงพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้คนในชาติมีความรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีมีความสุข
38 ในหลวงพระองค์ทรงไม่ละทิ้งประชาชนของพระองค์ แม้พระองค์จะทรงงานหนักและเหนื่อยมานาน
39 บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบเรา้ชาติ เราจึงต้องทำความดีตอบแทนในหลวง
40 บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบเรา้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นใครกันไม่รักษาให้จงดี
41 ธงชาติไทยมี ๓ สี แต่ละสีมีความหมาย ช่วยไทยรักสามัคคี
42 ในหลวงของเราทรงเป็นมหาราชผู้ทรงธรรม ย่อมนำความเจริญร่มเย็นมาสู่ปวงชนชาวไทย
43 ในหลวงพระองค์ทรงงาน หนักและเหนื่อย เพื่อราษฎรของพระองค์กลับกลายเป็นสุข
44 ในหลวงพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้คนในชาติมีความรักใคร่กลมเกลียวสมัครสมานสามัคคีมีความสุข
45 ในหลวงพระองค์ทรงไม่ละทิ้งประชาชนของพระองค์ แม้พระองค์จะทรงงานหนักและเหนื่อยมานาน
46 บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบเรา้ชาติ เราจึงต้องทำความดีตอบแทนในหลวง
47 บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบเรา้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นใครกันไม่รักษาให้จงดี
48 บรรพบุรุษท่านต่อสู้กอบเรา้ชาติ ศาสน์ ราชัน แล้วเราเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยพระบารมีของพ่อหลวง
49 ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าชาติใดขาดสามัคคีธรรมจะสูญเสียย่อยยับอับปางไปในที่สุด
50 “เพียงพอ” “พออยู่พอกิน” จงทำตามพระราชดำรัชของพ่ออยู่หัวเพื่อตอบแทนในหลวงเรา
51 ปัญหาของชาติ เราคนไทยทุกคนต้องร่วมใจกันแก้ มิใช่มาซ้ำเติมหรือทำลาย
52 โปรดปกป้องอภิบาลในหลวง ให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
53 พระคุณพ่อนั้นล้นเหลือที่กอปรเกื้อต่อแผ่นดิน หยาดเหงื่อที่หลั่งรินทุกหยดสิ้นเพื่อปวงชน
54 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำ และมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน
55 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคิดหาแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งประโยชน์ต่อ ประชาชนสูงสุด
56 พระบารมีอันแผ่ไพศาล ย่อมบริบาลผู้ที่มีความจงรักภักดีตลอดไป
57 พระมหากษัตริย์ ที่พรั่งพร้อมด้วย ทศพิธราชธรรม
58 พระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ดีกับสายตาของชาวไทยและคนทั่วโลก
59 พระองค์ทรงเป็นผู้นำตามแนวพระราชดำริ ให้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคคลบาทด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
60 พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพี่อให้ชาติไทยเจริญรุ่งเรือง ยั่งยืน มั่นคงสถาพรสืบไป

ผู้ถาม : ช.พัน.๔๐๒ร้อย๒
E-mail : thaiming-402@hotmail.com
ส่งคำถามเมื่อ : วัน พุธ ที่ 27 มกราคม 2553   เวลา 16 นาฬิกา 5 นาที
คำตอบที่ 221
รายละเอียด :  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างสม่ำเสมอตลอดมานานนับแต่เสด็จสถิตอยู่ในสิริราชส
มบัติ เพื่อยังให้ราษฎรเกิดความผาสุกเป็นที่ตั้ง
ราษฎรถิ่นใดพื้นที่ใดไม่มีที่ทำกินก็ทรงพยายามที่จะหาวิธีการจัดสรรที่ดินทำกินให้
ราษฎรถิ่นใดเดือดร้อนด้วยภัยธรรมชาติต่างๆ ก็หาทางวิธีบรรเทาความเดือดร้อนให้
ราษฎรถิ่นใดขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ก็ทรงพยายามหาทางให้มีน้ำกินน้ำใช้ ยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์
เกิดความไม่สงบเรียบร้อยด้วยความคิดเห็นไม่ตรงกัน
ก็ทรงหาวิธีการประนีประนอมอย่างนุ่มนวลให้หันหน้าเข้าหากัน
ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายเกิดเหตุลุกลามใหญ่โตต่อไป
ถิ่นใดที่เป็นท้องที่ทุรกันดารห่างไกลก็ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมจนถึงที่


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันอังคาร 5 ตุลาคม 2553   เวลา 7 นาฬิกา 20 นาที
คำตอบที่ 222
รายละเอียด :  พระมหากรุณาต่อราษฎรที่อยู่ในชนบทห่างไกลจากการสาธารณสุข
จึงได้ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินไปในทุกที่ที่ทรงทราบว่าราษฎรกำลังเดือ
ดร้อน เพื่อที่จะได้หาหนทางขจัดหรือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
หากยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในขณะนั้นได้ ก็จะทรงรวบรวมข้อมูลไว้
และทรงหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการพระราชทานพระราชดำริให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนราชการได้
รับไปดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร
หรือหากสามารถขจัดปัญหาและอุปสรรคให้หมดไปได้ก็จิ่งก่อให้เกิดผลดีแก่ราษฎรมากยิ่งขึ้น
การปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ อย่างไม่ย่อท้อ
และไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากที่พระองค์จะต้องทรงได้รับขณะปฏิบัติพระราชกรณียกิจนั้นๆ


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันอังคาร 5 ตุลาคม 2553   เวลา 7 นาฬิกา 21 นาที
คำตอบที่ 223
รายละเอียด :  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงบ้านเมืองในเรื่องของการพัฒนาให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
เพราะทรงตระหนักดีว่าการกระทำสิ่งใดก็ตาม หากหนักไปในทางใดทางหนึ่งแล้วก็ย่อมต้องมีโทษด้วย
มิใช่จะเกิดประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว แต่ถ้าจะนำทางสายกลางมาปฏิบัติ
ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด
เหตุนี้พระองค์จึงได้ทรงเน้นให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า
การจะนำพาประเทศชาติไปให้ถึงซึ่งความเจริญอย่างแท้จริงนั้น ควรจะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร
ซึ่งในส่วนพระองค์ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการนั้นก็ทรงยึดแนวทางสายกลางมาโดยตลอดเช่นกั
น พระราชกรณียกิจใดที่จะไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น พระราชกรณียกิจนั้นจะไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด
ได้ทรงปฏิบัติให้เกิดความเจริญทางด้านจิตใจ ก่อนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดความเจริญทางวัตถุ
พระราชกรณียกิจทั้งหลายที่ทรงปฏิบัติจึงเป็นพระราชกรณียกิจที่มีแต่พระมหากรุณา
ไม่เคยทำให้ผู้ใดต้องได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบพระราชกรณียกิจของพระองค์
เป็นบุญของราษฎรไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระองคอยู่ในทศพิธราชธรรม
ก่อให้เกิดความสงบร่มเย็นแผ่ไปทั่วราชอาณาจักร


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันอังคาร 5 ตุลาคม 2553   เวลา 7 นาฬิกา 23 นาที
คำตอบที่ 224
รายละเอียด :  ทรงส่งเสริมให้ชาวชนบทได้มีความรู้ในเรื่องของการประกอบอาชีพอย่างถูกวิธี
โดยเผยแพร่ความรู้นั้นแก่ชาวชนบทอย่างค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะที่เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง
และให้สอดคล้องแก่ความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเรื่องการพัฒนาชนบทนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือหลายชนิด
ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๒ ความตอนหนึ่งว่า
"...ปัญหาสำคัญที่สุดในการพัฒนาชนบทก็คือเรื่องเครื่องมือ
เครื่องมือจำนวนมหาศาลนี้ต้องใช้ให้ถูกต้อง ทั้งเครื่องมือทุ่นแรงทั้งวิธีการที่ก้าวหน้า
ถ้านำไปใช้ถูกหลักถูกต้องตามกฎเกณฑ์และหลักของมนุษยธรรมของเมตตา ก็ไม่เป็นไร
แต่บางที่เพราะงานเร่งรัดพัฒนานี้เป็นงานที่เรียกว่า "แหวกแนว" และใหม่ กฎเกณฑ์ต่างๆ
จึงไม่ชัด อาจไม่รู้ว่าจะใช้กฎเกณฑ์ที่ไหน แล้วก็ผิดพลาดไป
การทำผิดพลาดกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับด้วยเจตนาดีนั้นไม่ว่า
แต่บางที่มีคนที่อ้างว่าเพราะโง่เขลาเบาปัญญาจึงทำผิดกฎเกณฑ์ไปนั้น
ถ้าทำให้เสียหายต่อส่วนรวมก็ลำบากหน่อย เพราะว่าผู้ที่ปฏิบัติตามโครงการตามแผนของเร่งรัดพัฒนานั้น
ก็นับว่าเป็นท่านที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ไม่ควรจะโง่เขลาเบาปัญญาถึงปานนั้น..." และ
อีกตอนหนึ่งความว่า "การพัฒนาชนบทเป็นเรื่องที่สำคัญ...ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนี้
จึงสมควรได้มาสัมมนาปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด...เพื่อให้ทราบวาควรจะทำอย่างไรปัญหาในการพัฒนาชนบทนี้ต้
องนึกว่าทำทำไม ทำอย่างไร และทำที่ไหน เมื่อไร...ทำเมื่อไรนั้นตอบได้ง่ายที่สุด
เพราะว่าเป็นการเร่งรัดพัฒนา จึงต้องบอกว่าทำเดี๋ยวนี้ทำที่ไหน ก็อยู่ในชื่อของการพัฒนาชนบทแล้ว
ทำตามชนบท...เพราะว่าการที่นำความเจริญการพัฒนาไปสู่ชนบทหมายถึงไปสู่ประชาชนในชนบทน้น
มีเหตุผลหลายประการ เหตุผลใหญ่ที่สุดข้อแรกก็คือมนุษยธรรม
ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมประเทศกับเรา ซึ่งถ้าพูดถึงทางหนึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ
ถ้าพูดอีกทางหนึ่งก็เป็นผู้ที่เรารู้ว่าอยู่ในความแร้งแค้น...การพัฒนาชนบทเป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก
เป็นงานที่จะต้องทำให้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด...ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มิใช่มุ่งที่จะหากินด้วยวิธีการใดๆใครอยากหากินขอให้ลาออกจากตำแหน่งไปทำการค้าดีกว่า
เพราะว่าถ้าทำผิดพลาดไปแล้วบ้านเมืองเราล่มจม และเมื่อบ้านเมืองของเราล่มจมแล้ว เราอยู่ไม่ได้
ก็เท่ากับเสียหมดทุกอย่าง..."


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันอังคาร 5 ตุลาคม 2553   เวลา 7 นาฬิกา 23 นาที
คำตอบที่ 225
รายละเอียด :  โครงการศึกษาประเมินศักยภาพและพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล
เพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ
1. ความเป็นมาและปัญหา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความห่วงใยในพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรในชนบทที่ยากไร้รวมทั้งชาวเขาเผ่าต่างๆราษฎรเหล่านี้ ขาดแคลนที่ทํากินขาดแหล่งน้ำและขาดความรู้ในการเกษตรกรรมที่ดีพอจึงทําให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหา ความยากจนของตัวเองได้ ี่พระองค์เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรหรือได้สดับรับฟังปัญหาก็มักทรงมีพระราชดําริให้การช่วยเหลืออยู่เสมอมาจนเกิดเป็น โครงการในพระราชดําริ โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ และโครงการหลวง ต่างๆ มากมายกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
โครงการหลวงเกิดขึ้นจากการเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาในภาคเหนือทรง ทราบถึงปัญหาการตัดไม้ทําลายป่า เผาถ่านทําไร่เลื่อนลอยมีการปลูกข้าวไร่ไว้กินและมีการปลูกฝิ่นไว้ขาย เนื่องจากที่บนเขามีความ ลาดชัน หน้าดินถูกชะล้างโดยง่ายทําให้ดินเสื่อมโทรม ชาวเขาจึงมักย้าย ที่เพาะปลูกโดยการรุกที่ป่าเข้าไป เรื่อยๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดํารให้พัฒนาอาชีพของชาวเขาจากการปลูกฝิ่นเป็นการ ปลูกพืชทดแทนอย่างอื่น เช่น ท้อ โดยจัดตั้งโครงการหลวงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 เพื่อช่วยเหลือดูแลการพัฒนา ตลอดจนรับซื้อผลผลิตต่อมาจึงได้ มีการวิจัยโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อนําพืชผักและไม้ดอก จากเมืองหนาว ต่างประเทศมาทดลองปลูกมากมายหลายชนิดและมี การพัฒนาเพิ่มในที่ต่างๆ ถึง 37 ศูนย์ใน 5 จังหวัดภาคเหนื อตอนบน ในปี พ.ศ. 2546 เกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาโครงการหลวงมีรายได้จาก การขาย ผลผลิตรวมกันเกือบ 300 ล้านบาท นอกจากการพัฒนาอาชีพและสังคมแล้ว โครงการหลวงยังมีบทบาทสําคัญในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้นน้ำลําธารอีกด้วย
โครงการพระราชดำริ จํานวนมากที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการพัฒนาแบบ ผสมผสานเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ ของราษฎรในชนบท และยังเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการพัฒนาทาง เกษตรกรรมให้แก่นิสิตนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป โครงการพระราชดําริบางโครงการเป็นการวิจัย พัฒนาสิ่งประดิษฐ์; ที่เกิดจากพระราชดําริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่น กังหันน้ำมูลนิธิชัยพัฒนา การแกล้งดินเพื่อแก้ดินเปรี้ยว การปลูกหญ้าแฝกเพื่อ รักษาหน้าดิน โครงการแก้มลิงหรือการทําเกษตร อย่างพอเพียง ฯลฯ
โครงการพัฒนาส่วนพระองค์เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวที่ทรงใช้ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดให้มีโครงการพัฒนาบนพื้นที่ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นการพัฒนาด้านเกษตรกรรมตามแนวทาง เกษตรทฤษฎีใหม่ สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้ง เพื่อให้เป็นสถานที่ ทดลอง ค้นคว้า ศึกษา อบรมให้แก่ เกษตรกร และนิสิตนักศึกษาในด้านการพัฒนาสร้าง รูปแบบการประกอบอาชีพของชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกษตรกร ในพื้นที่ใกล้เคียงและ ผู้สนใจได้ นําไปถือปฏิบัติเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรและเกษตรกรที่ยากจนให้มีความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นหน่วยงานด้านวิชาการและปฏิบัติที่มีภารกิจในการศึกษา ค้นคว้าวิจัย บริหารจัดการ ควบคุมดู แล อนุรักษ์ ฟื้นฟู และทรัพยากรน้ำบาดาล ได้รับการติดต่อประสานงานจาก สํานักงานจั ดการทรัพย์ สินส่ วนพระองค์ ให้สนับสนุนการพัฒนาน้ำบาดาลสําหรับกิ จกรรมต่ างๆ ของ โครงการในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ อย่างต่อเนื่องกันมา และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก็ได้ ใช้ หลักวิชาการในการพัฒนาน้ำบาดาล ได้แก่ การศึกษาประเมินศักยภาพ พัฒนาแหล่งน้ำบาดาล ตลอดจน สร้างเครือข่ายติดตามเผ้าระวังผลกระทบที่อาจติดตามมาจากการใช้ น้ำนอกจากนี้ แล้ว ยังใช้เป็นต้นแบบ สําหรับการพัฒนาน้ำบาดาลของพื้ นที่ใกล้เคียงที่ มี สภาพอุทกธรณีวิทยาคล้ายคลึงกัน ที่จะนําแนวทางไป พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อกิจกรรมทางการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม ่ต่อไป
ในปีงบประมาณ 2549 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีเป้าหมายที่จะดําเนินพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อ สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ในพื้นที่ 5 โครงการ ซึ่ งได้มีการสํารวจเบื้องต้นและเห็นว่ามี ความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อกิจกรรมของโครงการเหล่านั้น
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาน้ำบาดาลสําหรับการอุ ปโภค บริโภค และเพื่อการเกษตรกรรมให้ แก่โครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดําริ โครงการส่วนพระองค์ หรือโครงการหลวง เพื่อให้ราษฎรในพื้นที่โครงการได้ความ เป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น
2. เพื่อศึกษาประเมินศักยภาพน้ำาบาดาลขั้นรายละเอียด และพัฒนาน้ำบาดาลให้แก่โครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดําริต่ างๆ พร้อมจัดสร้างเครือข่ายติดตามเฝ้าระวัง สํ าหรับการบริหารจั ดการแหล่งน้ำ บาดาลตามหลักวิชาการ โดยให้ผลการศึกษาเป็นต้นแบบสําหรับนําไปประยุกตฺ์ใช้ในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีสภาพ อุทกธรณีวิทยาคล้ายคลึงกัน
3. ประโยชน์
1) ราษฎรในพื้นที่โครงการได้มีน้ำพื่อการอุโภค บริโภค และเพื่อการเกษตร อย่างพอเพียง มีแหล่งน้ำ สําหรับการเกษตรในฤดูแล้ง
2) ทําให้ทราบศักยภาพน้ำบาดาลของแอ่งน้ำบาดาล สําหรับการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค ซึ่งเป็น ข้อมูลสําคัญในการวางแผนเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแต่ละโครงการ
3) มีการตรวจสอบและติดตามสภาพน้ำบาดาลที่อาจได้รับผลกระทบ ทั้งในพื้นที่โครงการและใกล้เคียง เพื่อป้องกันวิกฤตการณ์น้ำบาดาล
4) เกษตรกรนอกโครงการสามารถนําผลที่ได้จาการศึกษา ไปออกแบบและก่อสร้างระบบการจ่ายน้ำเพื่อ การเกษตรกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีสภาพอุทกธรณีวิทยาคล้ายคลึงกัน
4.งานที่ปฎิบัติ กิจกรรมหลัก และผลผลิต



ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 9 กุมภาพันธ์ 2554   เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที
คำตอบที่ 226
รายละเอียด :  โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี
ความเป็นมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริ เมื่อเดือนธันวาคม 2524 กับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ให้พิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการพัฒนาขึ้นในพื้นที่ที่เหมาะสมของจังหวัดจันทบุรี เพื่อยกระดับการพัฒนาให้เป็น ตัวอย่างแก่ราษฎรนำไปปฏิบัติโดยให้ใช้เงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อคราวเสด็จ จ.จันทบุรี เป็นเงินทุนก่อสร้าง
ต่อมาทรงมีพระราชดำริกับม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรี โดยสรุปว่า ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาเพื่อพัฒนา ที่ดินชายทะเลบริเวณพื้นที่อ่าวคุ้งกระเบน เพื่อพัฒนาการประมงชายฝั่งอนุรักษ์ป่าชายเลนและสภาพแวดล้อม โดยรอบ
วัตถุประสงค์
1. เพื่ออนุรักษ์สภาพป่าที่สมบูรณ์ให้คงสมบูรณ์ตลอดไป
2. เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนสภาพป่าที่สมบูรณ์โดยการปลูกสร้างสวนป่า
3. เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ให้ราษฎรในโครงการฯ และบริเวณใกล้เคียงมีจิตสำนึกในการ อนุรักษ์ป่า
ที่ตั้งโครงการ หมู่ที่ 9 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
หน่วยที่รับผิดชอบโครงการ
1. กองแผนงาน
2. สำนักวิชาการป่าไม้
3. สำนักส่งเสริมการปลูกป่า
4. สำนักงานป่าไม้เขตศรีราชา
5. สำนักงานป่าไม้จังหวัดจันทบุรี
ระยะเวลาดำเนินการ
ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2536 - 2540 รวม 5 ปี
ระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปี 2541 - 2545 รวม 5 ปี
พื้นที่โครงการ ประมาณ 36,000 ไร่.


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 20 เมษายน 2554   เวลา 11 นาฬิกา 58 นาที
คำตอบที่ 227
รายละเอียด :  โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 9 กับถนนเทียมร่วมมิตร
เพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณทาง แยกรัชดาภิเษกกับถนนพระรามที่ 9 ทรงมี พระราชดำริให้กรุงเทพมหานครทำการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 9 กับถนนเทียมร่วมมิตรใกล้ศูนย์วัฒนธรรมโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างถนนพระราม 9 กับถนนเทียมร่วมมิตรเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริ โครงการหนึ่งที่ก่อสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในบริเวณถนนรัชดาภิเษกและถนนพระราม 9 โดยสร้างถนนเพื่อเป็นทางลัดในพื้นที่ซึ่งเดิมเคยรกร้างว่างเปล่า ด้านข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ทำให้การเดินทางของประชาชนได้รับความสะดวกและลดระยะการเดินทางระหว่างถนนเทียมร่วมมิตรกับถนนพระราม 9 โดยไม่ต้องผ่านแยก อ.ส.ม.ท.
ถนนสายนี้มีความยาวประมาณ 1,425 เมตร มีเขตทางกว้าง 19.00 เมตร ดำเนินการก่อสร้างเป็นถนนแอสฟัลต์ขนาด 4 ช่องทางจราจร กว้าง 14.00 เมตรพร้อมไหล่ทางข้างละ 2.50 เมตร รวมถึงการวางท่อระบายน้ำและรางระบายน้ำบางส่วนเพื่อจัดการระบายน้ำ การปรับปรุงส่วนต่อเชื่อมกับถนนทั้งสองด้าน และมีงานวางท่อประปาขนาด 2,000 มิลลิเมตร ของการประปานครหลวงอยู่ด้วย
กรุงเทพมหานครได้เริมดำเนินการก่อสร้าง ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2537 แล้วเสร็จเปิดให้ประชาชนใช้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างรวม 33.7ล้านบาท


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 20 เมษายน 2554   เวลา 11 นาฬิกา 59 นาที
คำตอบที่ 228
รายละเอียด :  โครงการศูนย์ศึกษาพันธุ์ไม้ป่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ จังหวัดราชบุรี
ความเป็นมา
ในปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ได้ถูกบุกรุกทำลายลงเป็นจำนวนมาก ทำให้ความสมดุลย์ทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไปซึ่งส่งผลกระทบต่อพันธุ์ไม้ที่มีค่าบางชนิดที่เริ่มจะหายากและใกล้จะสูญพันธุ์
ไปอนุชนรุ่นหลังแทบจะไม่รู้จักหรือพบเห็น ความคิดริเริ่มรวบรวมชนิดพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและพันธุ์ไม้ที่มีค่านำมา ปลูกเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์จะก่อให้เกิดผล ประโยชน์แก่ ประเทศชาติหลายประการทั้งทางตรงและทางอ้อม อันไม่สามารถประเมินมูลค่าได้โดยการจัดสร้างสวนรวมพันธุ์ไม้ ป่าเฉลิมพระเกียรติ นับเป็นโครงการหนึ่งที่มี คุณค่าเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐและประชาชนจัดสร้างขึ้น เพื่อถวายแด่สมเด็จพระบรม ราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่จะทรงมีพระชนมพรรษาครบ 60 ปี ในพุทธศักราช 2535 นี้
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิม และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งพันธุ์ไม้ หายาก
2. เพื่อดำรงรักษาสภาพป่าธรรมชาติในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติสำหรับเป็นแหล่งพันธุกรรมไม้ป่า
และเป็นแหล่งป้องกันสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
3. เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่ไม่เหมาะสมกับเกษตรกรรม ซึ่งมีสภาพเสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ดังเดิม
4. เพื่อป้องกันแหล่งสำหรับศึกษาวิจัย และค้นคว้าทางด้านวิชาการป่าไม้
5. เพื่อจัดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี
6. เพื่อทำให้ราษฎรในพื้นที่โครงการมีรายได้จากการรับจ้างปลูกป่า เพื่อเป็นรายได้เสริมในครอบครัว
ที่ตั้งโครงการ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
หน่วยที่รับผิดชอบโครงการ สำนักวิชาการ (ส่วนวนวัฒนวิจัย)
ระยะเวลาดำเนินการ
ระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่ปี 2536 - 2540 รวม 5 ปี
ระยะที่ 2 เริ่มตั้งแต่ปี 2541 - 2545 รวม 5 ปี่
พื้นที่โครงการ ประมาณ 3,000 ไร่


ผู้ตอบ : กธก.กร.ทบ.
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันพุธ 20 เมษายน 2554   เวลา 12 นาฬิกา 0 นาที
คำตอบที่ 229
รายละเอียด :  ในหลวงทรงเป็นพระมหาโพธิสัตย์ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีที่ยิ่งใหญ่ ดังที่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ว่า “ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ” กาลล่วงผ่านมานาน พระราชดำรัสที่ในหลวงได้ตรัสไว้ข้างต้นยังคงกึกก้อง อยู่ในใจของคนไทยทุกคน ตลอดเวลาที่ในหลวงทรงพระราชกรณียกิจที่ยากยิ่งกว่าที่พระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกปัจจุบันจะทำได้นั้น มิเคยเป็นที่สงสัยในหมู่พสกนิกรชาวไทยเลยว่า “ หนทางที่พ่อนำ คือ รอยธรรมทีพ่อเดิน” พระองค์ทรงครองแผ่นดินธรรมโดยธรรม และเพื่อธรรม เมื่อกษัตริย์ทรงธรรมก็ย่อมนำความสงบร่มเxxxนมาสู่ประชาราษฎร์ เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ทรงครองราชย์เป็นต้นมาในหลวงไม่เคยทิ้งประชาชนเลย แม้ในเวลาที่ทรงพระประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชก็ทรงนึกถึงงาน ไม่เคยทรงอยู่นิ่ง เมื่อเป็นเรื่องของชาวบ้าน ทรงนึกถึงได้ก่อนเสมอ เพราะฉะนั้น ในหลวงทรงยึดมั่นพระปฐมบรมราชโองการว่าเป็นสัญญาที่ทรงสัญญาต่อประชาชน ประเทศชาติ ท่านไม่ทรงผิดสัญญานั้นเลย

ผู้ตอบ : ร้อย ทพ.4707
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันจันทร์ 2 มกราคม 2555   เวลา 6 นาฬิกา 35 นาที
คำตอบที่ 230
รายละเอียด :  นับเป็นบุญอันประเสริฐของประเทศไทย
ที่มีพ่อหลวงผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ
ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ นานัปการ
เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย
พระองค์ทรงเป็นที่รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

ผู้ตอบ : ร้อย ทพ.4707
ส่งคำตอบเมื่อ :  วันเสาร์ 7 มกราคม 2555   เวลา 6 นาฬิกา 34 นาที