คำถาม : ศาลรับฟ้องคดียึดทรัพย์ "แม้ว"
รายละเอียด : ตั้งใจอ่านนะ! พี่บ่าว ยึดกติกา คือว่า ศาลรับฟ้อง คดียึดทรัพย์
และจะมีการไต่สวนในวันที่ 25 ธ.ค.2551 เผื่อจะได้เข้าใจและ
ตาสว่างเสียที
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์
คณะผู้พิพากษาพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่ 14/2551 ที่ นาย
ชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่
เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์
ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 76,621,603,061.05 บาท
พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน
เอื้อประโยชน์ชินและบริษัทในเครือ
ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ สั่งการ
มอบนโยบาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐภายใต้บังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของผู้ถูกล่าวหากระทำการที่เป็น
การเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัทในเครือเป็น
จำนวนมาก คือ
1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต โดยมีการ
ตรา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้มีการจัดเก็บภาษี
สรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม โดยให้นำค่าสัมปทานมา
หักกับภาษีสรรพสามิต อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการ
ของผู้ถูกกล่าวหาและพวกพ้อง อีกทั้งยังมีการกำหนดพิกัดอัตรา
ภาษีสรรพสามิตเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 20-50 ทำให้ผู้ประกอบ
การรายใหม่ต้องรับภาระมากขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิมมีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีของตนได้ พฤติกรรม
ของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นกีดกันระบบโทรคมนาคมเสรีอย่างแท้
จริง ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาประกอบกิจการแข่ง
ขันกับบริษัท เอไอเอส
แก้ไขสัญญามือถือ
2.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์
เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลด
อัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ
ใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (PREPAID CARD) ให้กับบริษัท
เอไอเอส ซึ่งจากการจัดทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญา (ครั้งที่ 6 )ดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเอไอเอส จ่ายส่วนแบ่งรายได้จากการ
ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า ให้แก่
บริษัท ทศท ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ คงที่ตลอดอายุสัญญา
สัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 จากเดิมที่ต้องจ่ายตาม
สัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็น
แบบก้าวหน้าในอัตรา 25 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543-30 กันยายน 2548 และในอัตรา 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548-30 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสัญญา
สัมปทาน
3.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์
เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE TELEPHONE) ฉบับลงวัน
ที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่อ
อนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (ROAMING) และให้หักค่าใช้จ่าย
จากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายรวม เป็น
การเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ปฯ และบริษัท เอไอเอส
การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัท เอไอเอส เข้าไปใช้เครือ
ข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่
บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท และบริษัท กสท
ไม่น้อยกว่า 18,970,579,711 บาท กลายเป็น บริษัท เอไอ
เอส จะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ซึ่ง
บริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอ
ไอเอส ดังนั้นผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ได้รับดังกล่าวจึง
ตกกับหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ที่ผู้ถูกกล่าวหาถือในระหว่างดำรง
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น จนกระทั้ง
ได้มีการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์
แก้ไขสัมปทานดาวเทียม
4.กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตาม
สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบ
หลายกรณี ได้แก่ การอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR, การ
อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทคม และ
การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปเช่าช่อสัญญาณต่างประเทศ
อันเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ชินแซท
ปล่อยเรา้พม่าซื้อสินค้าชินฯ
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่าเรา้เงินจากธนาคารเพื่อ
การส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำ
ไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซท โดยเฉพาะ ซึ่งครั้ง
แรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงค์ให้วงเงินก็ 3,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลสหภาพพม่า แล้วต่อมาได้สั่งการเห็น
ชอบเพิ่มวงเงินเรา้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้าน
บาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพ
พม่า โดยให้เรา้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยาย
ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี
เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซท ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัว
ชินวัตรกับพวกมีผลประโยชน์ถือหุ้นอยู่ ในการให้ได้รับงานจ้าง
พัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลสหภาพพม่า
แก้กฎหมายเอื้อบริษัทครอบครัว
นอกจากนี้ ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้ารัฐบาลใน
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เสนอกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.เป็น
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 ที่
เป็นผลให้บริษัท ชินคอร์ป ซึ่งประกอบธุรกิจในกิจการโทร
คมนาคมสามารถมีผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลต่างด้าวได้ไม่เกินร้อย
ละ 50 โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับให้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 โดยปรากฏว่าในวันที่ 23 มกราคม 2549 ก็ได้มีการขาย
หุ้นบริษัท ชินคอร์ปฯจำนวน จำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็น
ร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดโดยที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่
สมรสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แต่ใช้ชื่อ นายพานทอง
แท้, น.ส.พินทองทา บุตรชาย และบุตรสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้อง
สาว และนายบรรณพจน์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน ถือหุ้น
แทน ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซี
ดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็น
นิติบุคคลต่างด้าว เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่า
ใช้จ่ายแล้ว รวม 69,722,880932.05 บาท ซึ่งตั้งแต่ 2546 2548 บริษัท ชินคอร์ปฯ ได้จ่ายเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดัง
กล่าวรวมเป็นเงินจำนวน ทั้งหมด 6,898,722,129 บาท รวมเป็น
เงินที่ได้รับจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจาก
การกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ
ประโยชน์ส่วนรวม และเป็นกรณีที่ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร
สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ จึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นเรื่อง
ต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่า
ด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ม.80
โดยในชั้นไต่สวน คตส.อาศัยอำนาจตามประกาศคณะ
ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้
เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ข้อ 5 และ
ข้อ 8 มีคำสั่งอายัดเงินและทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายหุ้น
บริษัท ชินคอร์ป ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก และเงินปันผลตามจำนวน
หุ้นที่ได้รับในช่วงปี พ.ศ.2546-2548 รวม 15 คำสั่ง รวมเป็นเงิน 73,667,987,902.60 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งได้รับแจ้งยืนยัน
สามารถอายัดเงินและทรัพย์สินไว้ได้บางส่วน โดยคดีนี้ผู้ร้องมี
นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสัก กอแสงเรือง และบุคคลอื่นเป็น
พยาน ในการไต่สวนพบหลักฐานการปกปิดอำพรางการถือหุ้น
ในบริษัท ชินคอร์ป กับพวก และมีพยานเอกสารซึ่ง คตส.ได้
รวบรวมไว้ในชั้นไต่สวน โดยขอให้ศาลมีสั่งยึดอายัดเงินและ
ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาพร้อมดอกผลไว้ต่อไปและมีการรับ
ฟ้องและจะไต่สวนในวันที่ 25 ธันวาคม 2551 นะจ๊ะ
ท้ายคำร้องอัยการสูงสุดขอให้ศาลออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ มาพิจารณาพิพากษายึดทรัพย์สิน เป็นเงินที่ได้มาจาก
การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ให้กับ
กลุ่มเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัท แอสแพนโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งนิติบุคคล
ต่างด้าว เป็นผู้ซื้อ เป็นจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว
รวม 69,722,880932.05 บาท และเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดัง
กล่าว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 6,898,722,129 รวมเป็นที่ได้
รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05
บาท พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากร่ำรวยผิด
ปกติและมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ
(ไม่ว่าหนังสือหัวไหนก็ลงนะ นอกจากเสียว่าหลับตาข้างหนึ่ง
แล้วส่ายหน้า ตามประสาคุณ)
ผู้ถาม : ตอบหน่อย
ส่งคำถามเมื่อ : วัน พฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม 2551 เวลา 15 นาฬิกา 40 นาที
คำตอบที่ 1
รายละเอียด : ตายแน่ๆๆเลย xxxยึดกติกา. 55555555555















































ผู้ตอบ : คนคิดถึงบ้าน
ส่งคำตอบเมื่อ : วันศุกร์ 17 ตุลาคม 2551 เวลา 0 นาฬิกา 28 นาที
คำตอบที่ 2
รายละเอียด : ขีเกียดอ่านครับ ไม่ได้เอาสมองมาโพส แค่ ลากเม๊าส์มาวางผมถือว่าไม่ได้เป็นการเพิ่มช่องทางข้อมูลที่จะวิเคาะห์สอดแทรก ขอประเด็นที่ คุณ ย่อหรือเรียบเรียงจากมันสมอง นะ ครับ ครั้งหน้า บายยยยยยยย
ผู้ตอบ : ยึดกติกา
ส่งคำตอบเมื่อ : วันเสาร์ 18 ตุลาคม 2551 เวลา 12 นาฬิกา 49 นาที