คำถาม :  ยุทธวิธีเสื้อแดงคือ “ปลุกระดม-โกหก-พาคนไปตาย”ก่อวิกฤติซ้ำซาก !!
รายละเอียด : ระหว่างที่รอให้ ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้แกนนำคนเสื้อแดงย่ำยีบ้านเมืองให้โกลาหลอีกรอบในวันที่ 20 เมษายนนี้ ก็ถือโอกาสย้อนให้เห็นถึงวิธีการและความเป็นมาถึงวิธีการในการโค่นล้มรัฐบาลและสถาปนารัฐไทยใหม่ไปพลางๆก่อน รวมไปถึงกำลังรอว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกในฐานะผู้นำฝ่ายปฏิบัติการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะคิดอ่านใช้ความฉลาดแก้ปัญหาอย่างไร

ขณะเดียวกันวิกฤติของบ้านเมืองในยามนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะรัฐบาลได้ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไปแล้วค่อยคิดมาแก้ไข

หากจะว่ากันไปแล้วรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีวิธีคิดไม่ต่างจากรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ที่ไม่เคยตระหนักถึงพิษภัยของระบอบทักษิณ ว่ามันฝังรากลงลึก และได้หลอกต้มคนไทยที่เป็นคนยากจนแผ่กระจายไปทั่วหัวระแหง

พูดไปเดี๋ยวก็จะกลายเป็นฟื้นฝอยหาตะเข็บ มาวิจารณ์กันในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานไม่มีประโยชน์อันใด แต่เอาเป็นว่าแค่มาตอกย้ำให้เห็นว่าถ้ารัฐบาลมีความตื่นตัวเหมือนกับเช่นทุกวันนี้ ทั้งที่โดยมาตรฐานความเข้มข้นแล้วก็ยังถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าทำแบบนี้ตั้งแต่แรกการเติบโตของเครือข่ายคนเสื้อแดงคงไม่ขยายวงกว้างอย่างเช่นที่เป็นอยู่

หากตำหนิกันซ้ำซากก็คือแทนที่รัฐบาลจะใช้สื่อของรัฐทั้งทีวีวิทยุที่มีอยู่ในมือจำนวนมากแค่ชี้แจง “ความจริง” ให้ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลได้รับทราบ ไม่ต้องถึงกับใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อแบบที่เคยทำกันในอดีต แต่ขอให้ใช้ให้เป็นและแนบเนียนในลักษณะที่ใช้นักวิชาการหรือสื่อที่เขามีความกล้าและรู้เท่าทันระบอบทักษิณมาออกรายการชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อน ความโกงความโลภ ความเป็นเผด็จการ หากินอยู่กับคณะรัฐประหารจนได้สัมปทานผูกขาด ชี้ให้เห็นว่ามีคนที่ร่ำรวยมาจากการลอยตัวค่าเงินบาทบนความทุกข์ยากของคนไทยทั้งประเทศเมื่อปี 2540 อย่างไร มาแฉให้ชาวบ้านได้เห็นตับไตใส้พุง ฯลฯ เหมือนกับที่สื่อเสื้อแดงใช้โหมโกหกอยู่ทุกวัน

ข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้นักวิชาการหรือสื่อที่สามารถอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจด้วยภาษาและข้อมูลง่ายๆ ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องขอร้องกันก็คือสำหรับประเด็นตอบโต้เหล่านี้ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องให้บรรดา ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลออกมาชี้แจงแก้ต่าง เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติ และกลายเป็นเรื่องการเมือง ถูกมองว่าเป็นการให้ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม น้ำหนักความน่าเชื่อถือจะลดลงทันที

ขณะเดียวกันเมื่อกล่าวถึงยุทธวิธีของแกนนำคนเสื้อแดงทั้งที่ในสังกัดโดยตรงและโดยอ้อม ตั้งแต่หัวแถวคือ ทักษิน ชินวัตร ลงมาถึงปลายแถว วิธีการที่นำมาใช้ได้ผลก็คือการบิดเบือนข้อมูล หรือถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมาก็คือการ “โกหก” หรือ สร้างเรื่องขึ้นมานั่นเอง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรม อ้างว่าถูกเลือกปฏิบัติแบบ “สองมาตรฐาน” โดยเสแสร้งเนื่องจากเป้าหมายก็คือกลุ่มคนยากคนจนประเภทที่เรียกว่า “รากหญ้า” ที่มักถูกตะคอก ถูกเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ “กระจอก” ทั้งที่อยู่ในชนบทและในเมืองหลวง หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง คนขับแท๊กซี่ ที่มักถูกรีดไถอยู่ตลอดเวลาจนรู้สึกเก็บกดในใจ

ขณะเดียวกันด้วยระบบคิดแบบจิตวิทยาฝ่ายซ้ายของบรรดา “กุนซือ” ที่เข้าไปอิงแอบอยู่กับ ทักษิณ มานานจึงฉวยโอกาสใช้วาทะกรรมในเรื่องของ “สงครามไพร่” เพื่อต่อสู้กับ “อำมาตย์” เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม สร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามมาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงหากรัฐอธิบายให้ชาวบ้านเหล่านั้นอย่างถึงลูกถึงคนก็น่าจะทำให้การปลุกระดมด้วยประเด็นดังกล่าวไม่มีพลัง

เพราะหากพิจารณากันตามข้อเท็จจริงแล้ว ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังสถาปนาตัวเองเป็น “หัวหน้าไพร่แสนล้าน” อยู่นั้นน่าจะถูกจัดอยู่ในหลุ่ม “มหาอำมาตย์” ตามนิยาม ตามวาทะกรรมที่ยกขึ้นมามากกว่าเสียด้วยซ้ำไป

แต่ด้วยคำพูดที่โกหก บิดเบือน สร้างเรื่องกล่าวเท็จซ้ำๆซากๆผ่านสื่อของตัวเองที่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อสิ่งพิมพ์ควบคู่ไปกับการปล่อยข่าวลือทุกรูปแบบ มีการทุ่มทุนสร้างกันแบบไม่อั้น ทำให้แม้กระทั่งคนที่พูดโกหกซ้ำอยู่ทุกๆวันก็ยังนึกว่าตัวเองพูดเรื่องจริง เหมือนกับที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เคยยกตัวอย่างเปรียบเปรยให้ฟังมาแล้ว

สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้เคยทำมาตั้งแต่แรกที่เข้ามาบริหารก็คือคิดว่าการชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้ด้วยวิธีเข้มข้นดังกล่าว อาจเกรงว่าจะสร้างความแตกแยก เพราะหากสังเกตให้ดีก่อนหน้านี้สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้เคยทำมาตลอดก็คือแม้แต่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็จะรักษา “ระยะห่าง” กันพอสมควร โดยหวังจะลบข้อโจมตีในเรื่องพวกเดียวกับ “คนเสื้อเหลือง”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว วัตถุประสงค์ของการต่อสู้ของพันธมิตรฯหรือที่หลายคนเรียกว่า “คนเสื้อเหลือง” นั้นเป็นการปกป้องชาติ ราชบัลลังก์ ต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เป็นเรื่องของการส่งเสริมคนดี ความดี เท่านั้น ซึ่งเวลานี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นบงการโดยใคร และมีเจตนาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใคร

ขณะเดียวกันหากจะว่าไปแล้วในปัจจุบันนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังตื่นตัวใช้สื่อโทรทัศน์เอ็นบีทีเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านได้ “ตาสว่าง” มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดจากกรณีของภาพหลักฐานะจากสื่อต่างประเทศและสื่อไทยถ่ายเอาไว้จากเหตุการณ์ “ 10 เมษาเลือด” ว่ามี “กลุ่มติดอาวุธ” แฝงตัวอยู่ในม็อบแล้วซุ่มยิงทั้งทหารและคนเสื้อแดง เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดจลาจลเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีหลักฐานเห็นกันชัดๆจนดิ้นไม่หลุด บรรดาแกนนำต่างก็ยังใช้วิธีเดิมๆนั่นคือ “สร้างข่าวเพื่อกลบข่าว” หรือบิดเบือน เช่น ร้องเสียงดังๆแบบไม่มีเหตุผลว่านายกฯสั่งฆ่าประชาชน หรือ ทหารยิงประชาชน รวมไปถึงไปแจ้งความจับกุมฝ่ายรัฐบาล เป็นต้น เพื่อเบี่ยงเบนไปอีกทาง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะมีการใช้สื่อฟรีทีวีอย่างเอ็นบีทีมาชี้แจงหลายรอบจนชาวบ้านเห็นความจริง กระแสที่ฝ่ายทักษิณที่พยายามจะยกเอาเหตุการณ์ดังกล่าวมาปลุกเร้า ก็จุดไม่ติด กระแสก็นิ่งอยู่แค่นั้น

นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าสื่อมีความสำคัญแค่ไหน เพราะเพียงแค่เอาความจริงมาตอกย้ำให้คนได้เห็น ขณะเดียวกันชี้ให้เห็นว่า ทักษิณ มันชั่ว มันเลวมันเห็นแก่ตัวอย่างไร เพราะขนาดที่มันหลอกให้คนเสื้อแดงทั้งจากบ้านนอกและในกรุงที่อดมื้อกินมื้อมาตายแทนอยู่บนท้องถนน มันกลับขนเอาครอบครัวหนีเอาตัวรอดไปต่างประเทศ

บางครั้งแทนที่จะเข้าใจว่าการสู้อยู่กับคนถ่อย อันธพาล ที่ไม่มีใจนักเลงจะใช้วิธีแบบมาตรฐานทั่วไปคงไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ในบั้นปลายยังย้อนกลับมาเป็นภัยกับตัวเองอีกด้วย ดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น แม้ว่ะเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่ในสถานการณ์ที่ยังตั้งยันกันอยู่แบบนี้ ก็ยังอยากแอบลุ้นให้รัฐบาลปรับกระบวนกันครั้งใหญ่ เพื่อเปิดเกมรุกกลับคนพาล สามารถบังคับใช้กฏหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์สร้างมาตรฐานเดียวกันเสียที !!

ผู้ถาม : ตอบหน่อย
ส่งคำถามเมื่อ : วัน จันทร์ ที่ 19 เมษายน 2553   เวลา 8 นาฬิกา 19 นาที