คำถาม :  เมื่อสังคมไทย " ผจญมาร " สู่ด่านวิโมกข์ โดยเปลว สีเงิน 9/3/53
รายละเอียด : ผมอ่านๆ ฟังๆ ข่าวคราวบ้านเมืองตลอดวันวาน (๘ มี.ค.๕๓) เล่นเอาเคลิ้ม "ย้อนยุค" สู่ยุคกรุงศรีอยุธยาเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว ที่พม่ายกทัพมาล้อมกรุง ตอนนั้นก็คงเหมือนตอนนี้ ที่ผู้คนแตกตื่นตกใจ บ้างก็บินออกนอกประเทศ บ้างก็กักตุนข้าวปลาอาหาร บ้างก็ละล้า-ละลัง จะอยู่ดี หรือจะหนีดี เรียกว่าสถานการณ์บ้านเมืองผู้คนไม่เป็นส่ำ ฝ่ายราชการ-ทหาร-ตำรวจ ก็แตกเป็นก๊ก-เป็นเหล่า บ้างก็แอบปันใจให้ศัตรู บ้างก็ขมีขมันต้านต่อศัตรู ทุกอย่าง...วัดใจกันได้เมื่อภัยมาอย่างนั้นจริงๆ!

นี่...ผมพูดแบบ "สำนวนเหตุ" พาไปน่ะครับ แต่ความจริงในยุค "ทาทา ยัง" เบียดชิงตำแหน่ง "สาวอึ๋ม" แห่งปีจาก "น้องอั้ม" ไปครองได้สำเร็จ สถานการณ์บ้านเมืองไทยไม่ได้เลวร้ายถึงปานนั้น ท่านสบายใจได้ เพียงแต่ผมทำมาหากินอยู่กะข่าว วันๆ ต้องฟังมาก ดูมาก ตะกร้าสมองมันเลย error

เมาข่าว-เมาข้อมูล อะไรประมาณนั้น!

รัฐบาลท่านตัดสินใจจะประกาศใช้ "พ.ร.บ.ความมั่นคง" น่ะครับ นัยว่าท่านประชุมฝ่ายความมั่นคงแล้ว พิจารณาจากข้อมูล จากการข่าว จากการติดตามพฤติกรรมพวกเสื้อแดง หลายๆ อย่างส่อว่า ถึงแม้พอจะวางใจได้ แต่ในฐานะคนไทยล้วนศิษย์สุนทรภู่ จึงควรฟังคำครูบาอาจารย์ไว้บ้าง

"กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน!

ฉะนั้น เพื่อความไม่ประมาท โดยอาศัยเหตุการณ์ "เมษาเดือด" เมื่อปีที่แล้วเป็นอุทาหรณ์ รัฐบาลจึงตัดสินใจจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อความคล่องตัวในการรักษาบ้าน-รักษาเมืองให้มีความสงบเรียบร้อยอยู่ในกรอบขอบเขตไว้ก่อนดีกว่า โดยจะนำเรื่องเข้าขออนุมัติจาก ครม.ในเช้าวันนี้ (อังคารที่ ๙ มี.ค.)

นายกฯ อภิสิทธิ์ก็เลย "อดไปออสเตรเลีย" เพราะเมื่อจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ตัวท่านในฐานะ "ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคง" ตาม พ.ร.บ.ก็ควรต้องอยู่ อยู่เพื่อทำหน้าที่ภายใต้คำจำกัดความสั้นๆ แต่กินความกว้างๆ ว่า

"ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว"!

ครับ...ก็รอ ครม.อนุมัติเช้าวันนี้แหละ จะประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๒๓ มี.ค. ในเขตกรุงเทพฯ และบางพื้นที่ บางอำเภอ บางจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ ที่เขามีแผนจะใช้เป็นพื้นที่ "รวมทัพ" ก่อนกระจายกันไปบีบบังคับให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออก หรือถ้าปะเหมาะเคราะห์ดี ก็ยึดบ้าน-ยึดเมืองไปเลย แต่ถ้าเคราะห์ร้ายก็ "เผาบ้าน-เผาเมือง" ให้สะใจไปเลย อะไรประมาณนั้น

รัฐบาลจึงสร้างคอกกันไว้ก่อนวัวหาย เขตรอบนอกที่จะประกาศใช้ก็อย่างที่ บางอำเภอในเขตปทุมธานี อยุธยา สมุทรปราการ เป็นต้น ผมก็มาบอกให้ท่านทราบ ไม่ใช่มาบอกให้นอนสะดุ้งจนเรือนไหว

ถ้าเราเป็น "สาธุชน" เสียอย่าง ไม่ต้องไปตกใจว่ารัฐบาลจะประกาศใช้อะไร เหมือนเทวดาเห็นมนุษย์ชักใบหนาด หรือควักข้าวสารเสกมาสาด ก็เฉยๆ ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไร เพราะเทวดาไม่ใช่ "ผีนรก" ที่ต้องกลัวสิ่งของพวกนั้น

ในกรณีนี้ก็เช่นกัน รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ประเมินแล้วว่า ทัพแดงทักษิณจะเกณฑ์กันมามากหน้าหลายตา ก็เกรงว่าลำพังตำรวจจะต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อได้ไม่เต็มภิกขา และไม่ทั่วถึง เกิดขาดตกบกพร่องอะไรขึ้นมาจะเสียหน้า-เสียหายถึงเจ้าภาพ คือประชาชนส่วนใหญ่อันเป็นเจ้าของประเทศไทยโดยตรง

ก็เลยต้องใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในเขตที่แขกจะมาเยือน เพื่อให้ทหารออกมาช่วยทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้ ในทัศนะผม "พ.ร.บ.ความมั่นคง" ก็คือ "คู่มือบริหาร-จัดการมวลชนเฉพาะกิจ" ถ้าใครมาพูดว่า เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน เป็นการปูทางไปสู่การปฏิวัติ-รัฐประหาร ท่านก็จงรู้ไว้เถอะว่า

พูดบิดเบือน มุ่งหวังให้ชาวบ้านเข้าใจผิดแล้วเกลียดชัง และตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ!

ความจริงระบบ-ระบอบทุกอย่าง หัวใจอยู่ที่คนใช้ว่าจะประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ถ้าใช้ด้วยคุณธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน และประเทศชาติ อย่างนั้น จะเรียกชื่อว่าอะไรก็สักแต่ชื่อ แต่เนื้อแท้มันคือประชาธิปไตย

ตรงกันข้าม ถ้าใช้ด้วยอสัตย์ธรรม เป็นไปเพื่อประโยชน์ตน พวกพ้องและหมู่คณะ อย่างนั้น ถึงแม้ชื่อเรียกจะอยู่ในกรอบระบอบประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้-เนื้อในเบ็ดเสร็จมันคือเผด็จการ!

แต่ในข้อเท็จจริง พ.ร.บ.ความมั่นคงนี้ ไม่ใช่กฎหมายเผด็จการ หากแต่เป็นกฎหมายที่อนุมัติมาจาก ส.ส.-ส.ว.ตามระบบรัฐสภา ภายใต้รัฐธรรมนูญบัญญัติ เพื่อให้แต่ละรัฐบาลมีเครื่องมือประกอบใช้บริหารบ้านเมืองในคราวจำเป็น ในตอนทักษิณเป็นนายกฯ ก็มีกฎหมายนี้ใช้เช่นกัน

หัวใจอยู่ที่ "คนใช้" อย่างที่ว่านั่นแหละ ไม่เพียงคนไทย ชาวเมือง-ชาวโลกดูเขาจะโล่งใจ และพอใจด้วยซ้ำที่เห็นรัฐบาลเตรียมนำเครื่องไม้-เครื่องมือรักษาบ้านเมืองเตรียมไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เพราะเขาให้เครดิตรัฐบาลนั่นเองว่า ถึงจะประกาศใช้ทั้งกรุงเทพฯ

จะเป็นโทษสำหรับคนที่ คิดไม่ดี-พูดไม่ดี-ทำไม่ดี ต่อสังคมบ้านเมือง

แต่จะเป็นคุณในด้านคุ้มครองคนที่ คิดดี-พูดดี-ทำดี ต่อสังคมชาติบ้านเมือง!

สิ่งที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ในทางปฏิบัติไปแล้ว คราวประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ชะอำ-หัวหินก็ดี ภูเก็ตก็ดี ในกรุงเทพฯ ก็ดี รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ไม่มีการใช้อำนาจพิเศษไปในทางเปะปะ-พร่ำเพรื่อแต่อย่างใด

เป็นการใช้-แบบไม่ใช้ เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ "มีอะไร" อยู่ในมือไว้ "เพื่อใช้" ฉับพลันทันที เพื่อการระงับ ควบคุม หรือขจัดเหตุอันไม่ชอบมาพากล ถ้ามีเกิดขึ้น

อภิสิทธิ์...สู้เค้า!

การ์ดสูงๆ หายใจลึกๆ ฟุตเวิร์กไว้ เสียงเชียร์ยังแน่นอยู่หรอก เรื่องบู๊ ก็บอกพี่สุเทพเค้า เรื่องตลกไร้สาระ ก็บอกพี่ไตรรงค์เค้า เรื่องบุ๋น ก็คุยกะ ดร.ปณิธานเค้า ยังไงๆ เป็นฝ่าย "ป้องกันแชมป์" ย่อมมีภาษีกว่าฝ่าย "ชิงแชมป์" เพราะผู้ป้องกันแชมป์ความหมายในตัวก็บอกอยู่แล้วว่า

"เรายังเป็นแชมป์อยู่"!

ศึกครั้งนี้ฝ่ายแชมป์ "ยึดกฎหมาย" ในการป้องกันและควบคุม แต่ฝ่ายชิงแชมป์ "ยึดกฎเรา" เขาจึงไม่เกี่ยงวิธีการและรูปแบบ ฉะนั้น ในเงื่อนไขนี้ การที่จะ "ไม่เห็นเลือด" จากการหกล้มปากคอแตก เห็นจะยาก

ผมอยากจะบอกว่า "ขอบคุณฟ้า-ดินที่ช่วยให้มีวันนี้"!

วันที่ทักษิณหน้ามืด-ตามัว เปลือยตัวตนแท้จริงหมดเปลือก ปลุกปั่น-ยุยงคนไทยด้วยกันสวมเสื้อแดงกระทำคล้ายก่อการกบฏขึ้นในราชอาณาจักร เพราะการที่สังคมชาติจะก้าวเดินไปสู่จุดหมายข้างหน้าในความหมาย "สู่การเปลี่ยนแปลง" ครั้งใหญ่ตามวงรอบ มันก็ต้องเดินผ่าน "ด่านสังคม" อันเป็นองค์ประกอบ ณ จุดนี้ไปให้ได้

เพราะถ้าย่ำอยู่กับที่ หรือหลีกหนีไปทางอื่น...มันไม่ใช่!?

คือไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่ "อนาคตใหม่" ของไทยที่ยิ่งใหญ่ และสุขศานติในอนาคตภายใต้กรอบไม่เกิน ๒๐ ปีข้างนี้แน่นอน!

เหมือนศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ถ้าไม่มี "พิธีลุยไฟ" ให้ผ่าน ป่านนี้ยังจะมีศรัทธาและความเชื่อในองค์เจ้าแม่เป็นบารมีอภิบาลให้ศาลดำรงคงสถิตอยู่ได้นิรันดร์กาลหรือ?

การเห็นต่าง และการเห็นตาม อันรวมเรียก "ความขัดแย้ง" ที่สุด ก็ต้องนำไปสู่การพิสูจน์

พิสูจน์อะไรในโลกของนามธรรม?

ก็พิสูจน์ "ศรัทธาและความเชื่อ" ให้เห็นจริงในสิ่งประจักษ์แต่ละใจของตัวคนนั่นแหละ ส่วนเมื่อเห็นจริงตามสิ่งประจักษ์แล้ว ใครจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ นั่นเป็นอีกเรื่อง ไม่มีใครบังคับใคร อยู่ที่ใจตน

อสัตย์ธรรม และอนันตริยกรรมของทักษิณ จากการแยกชาติ-แยกประชาชนครั้งนี้ นับเป็นคุณูปการในเส้นทางที่ "สังคมชาติ" ต้องผ่านเพื่อไปสู่อีกมิติหนึ่งให้ได้ อันเป็นการมาตามเงื่อนไขกาลเวลา เงื่อนไขจักรวาลฟ้าและดิน เพราะมีสิ่งนี้เป็นด่าน สังคมชาติไทยที่จะสู่จุด

เด่นตระหง่านอันรออยู่ข้างหน้า

มันต้องฝ่าด่านนี้ไปให้ได้ก่อน!

ถ้าไม่ได้...แล้วผมจะบอกว่าอย่างไร เอาอย่างนี้ครับ ขึ้นชื่อว่า กิเลส-ตัณหา ใครๆ ก็ว่าไม่ดี แต่ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า กิเลส-ตัณหา แล้วโลกนี้จะมีพระอรหันต์หรือ?

เพราะโลกมีกิเลส-ตัณหาให้ละ ให้ต้องบำเพ็ญตบะ-บารมี ตราบเมื่อฟาดฟันกิเลส-ตัณหาอันเรียกว่า "พญามาร" ให้แพ้พ่ายไปแล้วนั่นแหละ จึงวิมุตติสู่แดนวิโมกข์ คือสลัดหลุดจากกิเลสเครื่องร้อยรัดพ้นจากความเป็นสัตว์ปุถุชน สู่ความเป็น "ผู้พ้นโลก"

บริสุทธิ์สู่แดนพุทธธรรมอันล้ำเลิศนั่นแล!

ทักษิณก็ดี เสื้อแดงทั้งหลายก็ดี ประหนึ่งตัวกิเลส-ตัณหาอันเป็น "พญามาร" ที่ปัญญาชนต้องผจญ ด้วยใช้ความเสียสละ-อดทน บนศรัทธาบารมี ต่อชาติ ต่อพระศาสนา ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ฟาดฟันและฟันฝ่าพาสังคมชาติไปสู่แดนวิมุตติ-วิโมกข์ให้ได้ ถ้าไม่ได้ ก็เหมือนมนุษย์ผู้ผจญมารฝ่าด่านกิเลส-ตัณหาไม่ผ่าน ก็ต้องตกเป็น "ทาสมาร" ไม่ต้องคิดเป็นอื่น

มารไม่มี บารมีไม่เกิด...

ทักษิณไม่มี เสื้อแดงไม่มี อนาคตใหม่ของชาติไทยก็ไม่เกิด!?

ฉะนั้น ผมจึงกราบแทบเท้าท่านทักษิณ และบรรดาเสื้อแดงทุกท่านที่ยอมมาอยู่ในบท "พญามาร" เพื่อขับเคลื่อนสังคมชาติให้ผ่านไปสู่ "อนาคตใหม่" แล้วผมจะทำบุญกรวดน้ำไปให้ ในวันที่ชาติไทยพ้นจาก "จุดตาย" แล้ว...วิ่งฉิว.

ผู้ถาม : เด็กกระบี่
ส่งคำถามเมื่อ : วัน พฤหัสบดี ที่ 11 มีนาคม 2553   เวลา 13 นาฬิกา 35 นาที