คำถาม : ฮุนเซนอุ้มแม้วมาไทย เหยียบเขาพระวิหาร6กพ.จับตาโยงแผนป่วนเมือง
รายละเอียด : "วีระ สมความคิด" เผยฮุน เซน เตรียมเดินเท้าเข้าไทย ไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง 6-8 กุมภา.นี้ พร้อมควง "ทักษิณ" เหยียบเขาพระวิหาร ก่อนไปปราสาทตาเมือนธมที่เป็นของชาติไทย เชื่อทั้งสองวางแผนเขย่าความมั่นคง-ก่อความวุ่นวายในช่วงการเมืองไทยกำลังระอุ ขณะที่ "มาร์ค" เรียก สมช.ถกทันที
นายวีระ สมความคิด ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหาร กล่าวเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึงกระแสข่าวการเดินทางมายังประเทศไทยของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นความจริง เพราะได้รับข้อมูลจากนายทหารระดับในกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์นี้ สมเด็จฮุน เซน จะเข้ามายังพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา
"โดยใช้วิธีเดินเท้าเข้ามาจากชายแดนกัมพูชาเพื่อจงใจจะไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามกฎหมาย จากนั้นมีการวางแผนจะเดินทางไปในสถานที่สำคัญๆ ในพื้นที่ทับซ้อน อาทิ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ช่องโอบก ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทยโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย"
นายวีระกล่าวต่อว่า การกระทำเช่นนี้หวังผลต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะเมื่อสมเด็จฮุน เซน เดินทางเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมาย จะเปรียบเสมือนว่าพื้นที่ตรงส่วนนั้นเป็นของกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เมื่อตนได้รับข้อมูลมาว่ากองทัพได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอให้ติดต่อไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อให้ระงับการเดินทางของสมเด็จฮุน เซน ในครั้งนี้แล้ว แต่กระทรวงการต่างประเทศยังนิ่งเฉยไม่ยอมกระทำการใดๆ เลย
ประธานภาคีเครือข่ายติดตามสถานการณ์กรณีเขาพระวิหารบอกว่า ตนไม่ได้หมายความว่าสมเด็จฮุน เซน ไม่สามารถเหยียบพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่คนต่างชาติจะเหยียบแผ่นดินไทย ดังนั้นในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ตนพร้อมคณะจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพร้อมกับทวงถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อกรณีนี้
"ทราบด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณที่ขณะนี้อาศัยในประเทศกัมพูชา จะเดินทางมาพร้อมสมเด็จฮุน เซน ด้วยเช่นกัน ซึ่งเชื่อได้ว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นความตั้งใจที่จะกระทบกับเรื่องความมั่นคงและสร้างความปั่นปวนให้กับสังคมไทย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในขณะนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมถึงสอดรับกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่วางแผนจะก่อความวุ่นวายในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ด้วย" นายวีระกล่าว
นายวีระกล่าวด้วยว่า ได้กระแสข่าวมาว่านอกจากรัฐบาลจะพยายามปิดข่าวไม่ให้ประชาชนรับทราบแล้ว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังจะเดินทางไปรับสมเด็จฮุน เซน ด้วยตัวเองอีกด้วย ทั้งนี้ในวันดังกล่าวตนจะขึ้นไปสังเกตการณ์ด้วยตัวเอง ส่วนสมาชิกรายอื่นๆ จะชุมนุมกันที่บริเวณกันทรลักษ์ ในเวลา 08.00 น. เนื่องจากตกลงกับเจ้าหน้าที่ว่าจะไม่นำผู้ชุมนุมเข้าไป เพราะหลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดการปะทะกับชาวบ้านอีก
วันเดียวกัน ที่ดอนเมือง เวลา 21.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยด่วน แต่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธว่าการหารือด่วนวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับกระแสข่าวว่าฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา มีกำหนดการเดินทางมาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณพื้นที่ทับซ้อน และข่าว พ.ต.ท.ทักษิณจะมาปรากฏตัวด้วย
เขาบอกว่า ที่เรียกประชุมสามทุ่มครึ่ง เพราะตลอดสัปดาห์นายกฯ มีวาระงานมากยาวเหยียด จึงต้องเลือกเวลาสามทุ่มครึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วนายกฯ นัดประชุมต้นสัปดาห์หน้า ประกอบกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ติดภารกิจ ไม่สามารถประชุมได้เพราะต้องเดินทางไปปฏิบัติราชการสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวตลอดช่วงเย็นว่า สมเด็จฮุน เซน และ พ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดการเดินทางมาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางสมเด็จฮุน เซน แจ้งมาว่าจะพา พ.ต.ท.ทักษิณไปยังเขาพระวิหาร ซึ่งทางไทยไม่ติดใจ แต่ที่มีปัญหาคือสมเด็จฮุน เซน ขอเข้ามาที่ปราสาทตาเมือนธม ช่องเขาตาเมือน จ.สุรินทร์ ซึ่งทางการไทยถือว่าอยู่ในเขตไทย และได้ปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นทื่ ทำให้นายกฯ ต้องเรียกประชุม สมช.ด่วน
นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม สมช.กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.ว่า ไทยเตรียมพร้อม ส่วนเหตุผลอะไรที่นายกฯ กัมพูชาเข้าพื้นที่นั้น ให้ไปถามทางนั้น ทั้งนี้นายกฯ กัมพูชาได้แจ้งมาเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ว่าจะเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. บอกก่อนประชุมว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นายกฯ เรียกประชุม ประชุมเสร็จเดี๋ยวจะบอก
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านความมั่นคง กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมว่า การเรียกประชุม สมช.ครั้งนี้ สืบเนื่องจากตนได้ประชุมฝ่ายความมั่นคงไปแล้วในช่วงเช้า และต้องนำมารายงานนายกฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงอื่นต้องร่วมรับทราบด้วย จึงต้องหาเวลาที่ตรงกัน นายกฯ ก็สะดวกในช่วงเวลานี้เลยนัดประชุม ยืนยันไม่มีเรื่องอะไรที่น่าตื่นเต้น เราทำงานทั้งกลางวันกลางคืนอยู่แล้ว
ถามว่าการเรียกประชุม สมช.กลางดึกแบบนี้ ทำให้สังคมรู้สึกสถานการณ์ไม่ปกติหรือเปล่า นายสุเทพกล่าวว่า ไม่หรอก สังคมอย่าตื่นเต้นไป สื่ออย่าทำให้ตื่นเต้นมาก ธรรมดา เพราะเวลามีจำกัด ต่างคนต่างมีภารกิจ วันศุกร์ที่ 5 ก.พ.นายกฯ มีงานเต็ม ตนก็งานเต็ม ทำงานไม่ได้ลืมหูลืมตา
เมื่อถามว่า มีเรื่องด่วนอะไรที่ต้องพิจารณาให้ได้ในวันนี้ นายสุเทพปฏิเสธว่า ไม่มี เป็นการทำงานตามปกติธรรมดา ตนก็ทำงานกลางคืนกันบ่อย ซักว่าเกี่ยวกับกรณีที่สมเด็จฮุน เซน จะเดินทางมาตรวจบริเวณพื้นที่ทับซ้อนหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ เป็นเรื่องทั่วๆ ไป ไม่ได้มีการนัดหารือล่วงหน้า และ ผบ.ทบ.ก็จะเดินทางไปต่างประเทศด้วย เลยอยากให้ท่านร่วมประชุมด้วย
ส่วนกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาเคลื่อนไหวเวลานี้จะมีผลอะไรหรือไม่ นายสุเทพ บอกว่า ในส่วนที่เป็นพื้นที่ของเขา เขาก็มาได้ ซักอีกว่าจับตาอะไรพิเศษหรือไม่ เพราะมีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมาด้วย รองนายกฯ ตอบว่า มาไม่ได้หรอก
"ทั้งหมดไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงที่จะส่งผลกระทบเสียหายต่อประเทศชาติ ประชาชน"
ต่อข้อถามว่า พื้นที่ชายแดนต้องมีการวางมาตรการป้องกันเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ นายสุเทพบอกว่า ยังไม่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมากับสมเด็จฮุน เซน
ถามอีกว่า การเคลื่อนไหวนอกประเทศนี้มีความเชื่อมโยงกับในประเทศหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อย่ารีบสรุปไป แต่เราต้องเตรียมรับสถานการณ์ให้ดีที่สุด และยังมั่นใจกับแนวทางการรับมือในสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ซักถึงการเดินทางมาพื้นที่ทับซ้อน แสดงว่าสมเด็จฮุน เซน แสดงความเป็นเจ้าของ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้ และทางเขาก็ยังไม่ได้เชิญทางการไทยไปร่วมด้วย แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไทยต้องอยู่ด้วย ยืนยันเรามีวิธีการปฏิบัติอยู่แล้วหากสมเด็จฮุน เซน มาในพื้นที่นั้น เขามาได้เราก็ไปได้ ซึ่งต้องดูกันก่อน เรามีหน้าที่ดูแลไม่ให้เสียเปรียบ หากคนในรัฐบาลจะไปก็ต้องเป็นตนเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม สมช.ประกอบด้วย นายกฯ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ., พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร., นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ, นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นต้น
ผู้ถาม : ตอบหน่อย
ส่งคำถามเมื่อ : วัน ศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 8 นาฬิกา 49 นาที
คำตอบที่ 1
รายละเอียด : สมองโง่ตามเกมส์ ฮุนเซ็นไม่ทัน แบบนี้เหระ อย่าว่าแต่ปกป้องอธิปไตย์เหนือแผ่นดินไทย เลย เสียชาติเสียศักดิ์ศรี เสียความเป็นไทย และจะเสียอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า พธม. สาวกเหลือง รัฐบาลมาร์ค ที่ชอบแอบอ้างว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน คราวนี้บรรดาพวกทั้งหลายจะแก้ตัวอย่างไร หากเป็นพื้นที่ทับซ้อนจริง
รัฐบาลไทยต้องมีสิทธิ์เข้าไปดูแลพื้นที่ร่วมกับประเทศกัมพูชา หากท่านฮุนเซนเชิญแขก ที่ประเทศไทยต้องการตัว
ขึ้นไปเดินเล่นด้วย รัฐบาลกล้าจะส่งกองกำลังเข้าไปจับกุมหรือไม่ ? อย่าบอกนะว่าจะส่งวีระ สิ้นความคิดไปประท้วง
ที่เมืองโบราณอีก คราวนพดลเป็น รมว กระทรวงการต่างประเทศได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อยื่นเป็นมรดกโลก พวกโง่อยากจะเล่นเกมส์การเมืองไม่สนผลประโยชน์ที่จะสูนย์เสีย อ้างขายชาติ ผิด รธน ที่รมวไปเซ็นยินยอมโดยไม่ผ่านมติ ครม ในที่ประชุม สุดท้าย ฮุนเซ็นยื่นแต่ฝ่ายเดียว นักศึกษากัมพูชาโบกธงเฮ พี่ไทยเสียน้ำตา แบบที่ผมพูดใว้เมื่อครั้งกระนู้นเดี๊ยะ
ผู้ตอบ : นึกว่าปิดไปแล้ว
ส่งคำตอบเมื่อ : วันศุกร์ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 15 นาฬิกา 29 นาที
คำตอบที่ 2
รายละเอียด : เสื้อแดงxxx เสื้อเหลืองก็xxx xxxทั้ง2สี ทำเพื่อผลประโยช์นตัวเองทั้งนั้น โง่ชิบหาย
ผู้ตอบ : เรื่องของเรา
ส่งคำตอบเมื่อ : วันอาทิตย์ 7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 12 นาฬิกา 52 นาที
คำตอบที่ 3
รายละเอียด : จะบอกอะไรไว้อย่างหนึ่งนะ ใครที่สมควรเอาเขาใส่หัวตนเองมากกว่า คิดดูให้ดีนะแดงเม็น เมื่อคราวสมัครเป็นนายก นพดลกับสมัครสองคนนี้แหละที่เดินเกมส์ยกเขาพระวิหารให้กับเขมร โดยการทำข้อตกลงระหว่างประเทศนอกรัฐธรรมนูญ (ถามว่านายเข้าใจมั๊ย ข้อตกลงนอกรัฐธรรมนูญ) ถ้าไม่มีข้อมูลในสมอง ก็เอาข้อมูลกรอกสมองเพิ่มดีกรีความฉลาดทดแทนความโง่เสีย การที่รัฐบาลในยุคสมัครและนพเหล่เป็น รมต.ต่างประเทศ ซึ่งได้ไปแอบทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยไม่ผ่านรัฐสภา ซึ่งผิดกฏหมาย ตามมาตรตรา 190 เรื่องการว่าการข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่พวก ส.ส. แดงเม็นทั้งหลายอยากจะแก้ไข รธน.ไง ไอ่ฟาย ซึ่งขณะนั้นนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว. กทม. ได้ยื่นเรื่องให้ศาลตีความ การทำข้อตกลงเถื่อนของรัฐบาลสมัครว่าผิดหรือไม่ ซึ่งศาลได้มีคำตัดสินออกมาว่า จำไว้ใส่สมองเลยนะ "การที่รัฐบาลได้ทำการข้อตกลงระหว่างประเทศให้เขมรได้ขึ้นจดทะเบียนมรดกโลกเขาพระวิหารเพียงฝ่ายเดียวนั้น เป็นข้อตกลงโดยมิชอบและมิได้ผ่านกระบวนการรัฐสภา จึงมีคำตัดสินว่าข้อตกลงดังกล่าวผิดต่อกฏหมาย" ไปหาข้อมูลได้นะ ถ้าหากยังตะแบงว่าตังเอวฉลาดพอ คำพิพากษามีอยู่ให้เห็น แต่ก็ธรรมดานะที่พวกแดงเม็นทั้งหลายไม่เคยยอมรับคำตัดสินของศาล ไอ่พวกนี้ชอบเห็นความชั่วเป็นความสวยงามเสมอ
ส่วนนายวีระ สมความคิด ที่เขาได้ขึ้นไปบนพื้นเขาพระวิหารนั้น เขาได้ไปถ่ายทำแนวเขตพื้นที่ที่เขมรได้เข้ามาบุกรุกโดยทีทางการไปไม่ปฏิบัติการรักษาอธิปไตยไว้อย่างถุกต้อง จึงได้เก็บหลักฐานของการถูกบุกรุกอธิปไตยไว้เป็นหลักฐานอย่างประจัก์ไว้ไงละ ไอ่ฟาย เขาทำตามหน้าที่ ขปงประชาชนี่อยู่ภายใต้กฏหมายรัฐธรรมนูญ ที่ว่าประชาชนต้องรักษาอธิปไตย แต่นายมือไม่พาย เอาตีนราน้ำ(และยังเอามาทำตีนตบชูสูงกว่าหัว) ดูแล้วผิดมนุษย์ที่เขาทำกัน ไร้ภาวะผู้บรรลุทางปัญญาเสีย
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
ส่งคำตอบเมื่อ : วันจันทร์ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 9 นาฬิกา 6 นาที
คำตอบที่ 4
รายละเอียด : หากไม่มี การเคลื่อนไหวคัดค้านของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อกลางปี 2551 ที่ต่อต้านรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ที่มีมติสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่เพียงฝ่ายเดียว และคัดค้านที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย- กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 สนับสนุนการขึ้นทะเบียนของฝ่ายกัมพูชาแล้ว ป่านนี้พื้นที่ทับซ้อน 4.7 ตารางกิโลเมตร รอบๆ ปราสาทเขาพระวิหาร อาจจะกลายเป็นของกัมพูชาไปแล้วก็ได้
เพราะในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่นายนพดลไปลงนามร่วมกับนายซก อาน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาที่กรุงปารีส แบบเงียบๆ ไม่ยอมบอกให้ใครรู้ ไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ มีข้อตกลงข้อหนึ่ง ที่ระบุว่า ทางกัมพูชาและไทยจะร่วมกันจัดทำแผนการบริหารจัดการพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทเขาพระวิหาร
แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับ ปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 34 ใน พ.ศ.2553
พื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทเขาพระวิหารนี้ ก็คือ พื้นที่ทับซ้อน 4.7 ตารางกิโลเมตรนั่นเอง หากกัมพูชาสามารถผลักดันให้แผนการบริหารจัดการนี้เดินหน้าไปได้ ก็หมายความว่า พื้นที่ทับซ้อน4.7 ตารางกิโลเมตรนี้ จะถูกผนวกเป็นมรดกโลกกับปราสาทเขาพระวิหารไปด้วย แต่เป็นมรดกโลกของกัมพูชาฝ่ายเดียว ไม่ได้เป็นมรดกโลกร่วมกันของกัมพูชาและไทย
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังขอให้ศาลปกครอง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้แถลงการณ์นี้เป็นโมฆะ และเพิกถอนมติ ครม.วันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่อนุมัติแถลงการณ์ฉบับนี้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ส่งผลให้แถลงการณ์ ร่วมไทย- กัมพูชา ไม่มีผลผูกพันประเทศไทย
หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์นำเรื่อง แถลงการณ์ร่วมมาเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายนพดล ข้อมูลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในเวลานั้น นำมาอภิปราย เป็นการชำแหละนายนพดลกลางสภา ให้ประชาชนเห็นถึงเงื่อนงำในแถลงการณ์ที่ทีเจตนายกพื้นที่ 4.7 ตารางกิโลเมตรให้กัมพูชา จนทำให้นายนพดล จำใจต้องลาอออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 และต่อมาได้เขียนหนังสือชื่อ ผมไม่ได้ขายชาติ เพื่ออธิบายว่า ทำไมเขาจึงไม่ได้เป็นคนขายชาติ
ถึงแม้ว่า ยูเนสโก จะอนุมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2551 แต่เป็นการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น และเป็นการขึ้นทะเบียนที่ยังไม่สมบูรณ์ เพราะกัมพูชา ต้องไปจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบๆ ปราสาทเขาพระวิหาร โดยตั้งคณะกรรมการ 7 ชาติเป็นผู้บริหาร ซึ่งยูเนสโกให้เวลา 2 ปี จะครบกำหนดในปีนี้ ที่กัมพูชาจะต้องเสนอต่อที่ประชุมยูเนสโก ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ที่บราซิลให้พิจารณา
หากกัมพูชา ไม่สามารถจัดทำแผนฯ ได้ การขึนทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก อาจถูกระงับ ซึ่งจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าเลย เพราะหลังจากยูเนสโกอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกเพียงไม่กี่วัน ก็เกิดการปะทะกันในพื้นที่ทับซ้อน 4.7 กิโลเมตร เมื่อกองทัพไทยส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 เพื่อตรึงกำลังกับทหารกัมพูชา ที่เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว เป็นการรักษาสิทธิในพืนที่ทับซ้อนเอาไว้
ในวันที่นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเดินทางมาที่ปราสาทเขาพระวิหาร เขากล่าวกับพลโทวีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย บนปราสาทเขาพระวิหารว่า อยากให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากลับไปเหมือนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ที่ยังไม่มีเหตุปะทะกัน
นายฮุนเซนย่อมต้องการย้อนเวลาให้ถอยหลังกลับไป 2 ปีแน่ เพราะก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 นั้น เขามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลนอมินีของ นช.ทักษิณ ชินวัตรทุกอย่าง อยากขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว โดยพ่วงเอาพื้นที่ทับซ้อน 4.7 ตารางกิโลเมตรไปด้วย รัฐบาลในขณะนั้นก็จัดให้ นายสมพงษ์ อมรวิวิวัฒน์ ที่มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแทนนายนพดล เดินทางไปพบนายฮุนเซน ขากลับเครื่องบินยังไม่ทันถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายฮุนเซนให้สัมภาษณ์ด่าประเทศไทยเป็นข่าวออกไปทั่วโลก แต่นายสมพงษ์ และรัฐบาลนอมินีไม่กล้าตอบโต้สักแอะ
ผู้ตอบ : ตอบหน่อย
ส่งคำตอบเมื่อ : วันจันทร์ 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 9 นาฬิกา 14 นาที