คำถาม :  7 ตุลาฯ เลือด : เมื่อ “เหยื่อ” กลับกลายเป็น “ผู้ต้องหา”
รายละเอียด : “ตูม ตูม ตูม ... ปัง ปัง ปัง ... บึม บึม บึม …โอย โอย โอย”

ถึงวันนี้แม้เสียงของระเบิดแก๊สน้ำตา กระสุนปืนที่หลุดจากปากกระบอกมาพิฆาตประชาชน และเสียงเรา่ร้องด้วยยความเจ็บปวดของผู้บริสุทธิ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จะจางหายไปจากความทรงจำของคนบางกลุ่มแล้ว แต่เสียงมัจจุราชและความทุกข์ระทมยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำส่วนที่ลึกที่สุดของใครหลายคน

แม้อีกเพียง 3 เดือนก็จะครบรอบหนึ่งปีของ “เหตุการณ์ 7 ตุลาเลือด” แล้ว แต่ในส่วนของการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายกับนักการเมืองชั่วซึ่งสั่งให้หมู่ตำรวจโฉดเข้ากลุ้มรุมทำร้าย ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยอาวุธสงครามนานาชนิด กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยเรื่องยังค้างคาอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ไต่สวน แจ้งข้อกล่าวหาและพิจารณาส่งฟ้องศาล

ทว่า ในทางกลับกันอีกคดีหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในวันเดียวกันกลับถูกดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว มีการออกหมายจับ ส่งฟ้อง จนสามารถขึ้นสู่ชั้นการพิจารณาของศาลเรียบร้อยแล้ว

คดีนั้นคือ คดีของ คุณปรีชา ตรีจรูญ พันธมิตรฯ ที่เข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งๆ ที่ในวันเดียวกัน ตัวเขาเองก็ถูกอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงจนตาบอด

วันที่ 7 ต.ค. 2551 หลังจากที่เหล่าประชาชนผู้รักชาติซึ่งเดินทางมาชุมนุมบริเวณรอบรัฐสภาเพื่อคัดค้านการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถล่มยิงอย่างไร้ความปราณี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และพิการเป็นจำนวนมากตั้งแต่หกโมงเช้า ปรีชา ตรีจรูญ ข้าราชการวัยใกล้เกษียณก็เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดดังกล่าวด้วย

“วันนั้นผมมาชุมนุมตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาฯซึ่งมีการประกาศระดมพล พอเช้าวันที่ 7 ตำรวจก็เริ่มยิงระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุม มีคนบาดเจ็บเลือดสาดเต็มไปหมด คือเห็นภาพแล้วมันเศร้ามาก แต่เราทำอะไรไม่ได้ รถพยาบาลวิ่งขนคนเจ็บออกมาคันแล้วคันเล่า ผมเองไม่ได้นั่งชุมนุมอยู่กับที่ ไปทางโน้นทีทางนี้ที อย่างตอนที่ตำรวจกักรถพยาบาลไม่ให้พาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ผมก็ขับรถออกไปวนออกดูรอบๆ คือตั้งแต่มาถึงคืนวันที่ 6 จนถึงบ่ายวันที่ 7 ผมไม่ได้กินอะไรเลย ผมก็อยู่จนมีระเบิดลงมาอีกในช่วงกลางวัน หลังจากวิ่งหลบระเบิดจนระเบิดซาไป ผมก็เพลียมากเลยออกไปหาที่พักนอนแถวๆถนนสุโขทัยเพราะตรงลานพระรูปทรงม้าร้อนมาก ไม่มีที่หลบแดดเลย พอตื่นมารู้สึกหิวมากก็เลยขับรถออกไปหาอะไรกิน นั่งกินข้าวอยู่เห็นข่าวในทีวีว่าตำรวจเริ่มยิงอีก โอย..พวกเราโดนอีกแล้ว ผมก็เลยรีบกลับไปสมทบ

ขับมาทางถนนราชวิถีจนมาถึงแยกอู่ทอง ผมก็ปะทะกับตำรวจตรงนั้น คือมันอัดอั้นมาก เราโดนกราดยิง โดนระเบิดกันมาตั้งแต่เช้า รถผมอยู่ด้านราชวิถี ส่วนตำรวจอยู่ด้านแยกการเรือน ผมก็ขับรถพุ่งไปทางตำรวจ คือตอนนั้นมันทนไม่ไหวแล้ว ตำรวจยิงถล่มตั้งแต่เช้าจนบ่ายทั้งๆที่ตำรวจก็เห็นว่าพวกเราไม่มีอาวุธอะไร ถ้าพวกเรามีอาวุธนะตำรวจก็ต้องถูกยิงบาดเจ็บบ้างแล้ว แต่นี่เขายิงเราข้างเดียว ยิงอย่างคะนองมือ

ตอนขับรถพุ่งไปเนี่ยผมโกรธจนตัวสั่น ไม่รู้หรอกว่ามีตำรวจกี่คน ตอนนั้นรู้แต่ว่ารถบัสของตำรวจพยายามมาขวางทาง ผมก็ขับถอยหลัง ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าข้างหลังรถเนี่ยมีตำรวจหรือเปล่า เพราะว่ารถผมมันสูง เป็นรถปิ๊กอัพ โฟร์วิล ยกสูง ตอนนั้นผมโกรธจนปากสั่นตัวสั่น เบลอไปหมดแล้ว ผมไม่รู้หรอกว่าชนอะไรบ้างหรือเปล่า ตอนนั้นจำได้ว่าผมขับรถเคลื่อนไปข้างหน้า พอเห็นว่ามีรถบัสของตำรวจขวางอยู่ ผมก็เข้าเกียร์ถอยหลัง แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรมากระแทกที่หน้า แล้วผมก็มองอะไรไม่เห็นอีกเลย ตอนนั้นยังไม่รู้สึกเจ็บนะ ก็รู้สึกว่ามีคนมาพาออกไปจากรถ แต่ไม่รู้ว่าใคร มารู้ทีหลังว่าถูกตำรวจยิงแล้วมีคนพาส่งโรงพยาบาลรามาฯ ปรากฏว่าตาขวาแตก แล้วก็บอดสนิท ดั้งจมูกหัก ก็รักษาอยู่นานหลายเดือนครับ ผมเพิ่งใส่ลูกตาเทียมเมื่อตอนต้นปี ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรือ มีนาคม นี่แหล่ะ แต่สภาพร่างกายอะไรมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอกเพราะเราแก่แล้ว ยิงโดนประสาทตาซึ่งเป็นจุดสำคัญและเราเสียเลือดไปเยอะ ” ปรีชา บอกเล่าถึงเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. อันเป็นที่มาของข้อกล่าวหา “พยายามฆ่า” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดเยียดให้


ผู้ถาม : ตอบหน่อย
ส่งคำถามเมื่อ : วัน พฤหัสบดี ที่ 9 กรกฏาคม 2552   เวลา 9 นาฬิกา 58 นาที